อลเวง! 2 แม่ลูก แจ้งความถูกหลอกพ่อเสียชีวิต กู้เงินทำศพ สุดท้ายยังไม่ตาย ตร.วุ่น สอบ ชี้ถ้าจริงเข้าข่ายผิด กม. พร้อมแจ้งข้อหาผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ทีมข่าวลงพื้นที่วัดบ้านร่อม ต.บ้านร่อม อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้พูดคุยกับนางสุกัญญา สิงห์ทอง อายุ 47 ปี เมียหลวงของหนุ่มตายทิพย์ และนางสาวอภิชญาดาร์ สิงห์ทอง อายุ 22 ปี ลูกสาว เล่าว่าเมื่อ 28 ปีที่แล้วนางสุกัญญาได้อยู่กินกับนายวิรัตน์ ได้ 6 ปีจนมีลูกสาว 1 คน โดยทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จากนั้นได้แยกกันอยู่แต่ไม่ได้ทำการหย่า โดยฝ่ายชายมีเมียน้อย เลิกไป 3 คน เหลือ 2 คน คนที่อยู่ปัจจุบันชื่อติ๋ม มีลูกชายชื่อเต้ อายุประมาณ 13 ปี อาศัยกันอยู่ที่ อ.บ้านหมอ ต.ตลาดน้อย จ.สระบุรี ฝ่ายชายประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งแต่เลิกกันมา 22 ปี ฝ่ายชายเคยส่งเสียเงินมาแค่ 1 หมื่นบาท จากนั้นประมาณเดือนเมษายน ปี 2564 ได้เคยมาขอหย่ากับนางสุกัญญา แต่ทางนี้ไม่ได้ไปหย่า และเดือนธันวาคม ปี 2565 ได้ส่งหลานสาวมาเจรจาขอหย่าอีกครั้ง โดยเสนอเงินค่าหย่าให้ 6 แสนบาท โดยนัดเจอที่อำเภอท่าเรือในวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมาแต่ไม่มา จากนั้นได้มีการเจรจาขอหย่าอีกครั้งในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
นางสาวอภิชญาดาร์ สิงห์ทอง ลูกสาว เล่าว่าวันที่ 4 มีนาคม เวลา 4 โมงเย็น เหลนของฝ่ายชายชื่อบอลโทร มาบอกกับตนว่า พ่อของเธอถูกรถพ่วงชนเสียชีวิตที่ถนนเส้นสี่แยกบ้านครัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ซึ่งตนก็ได้ถามย้ำไปว่าเป็นเรื่องจริงใช่ไหม ก็ได้รับการยืนยันว่าจริง จากนั้นตัวลูกสาวก็ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลพระพุทธบาท เมื่อเจอพยาบาลก็ได้สอบถาม และยืนยันว่าพ่อตัวเองเสียชีวิตแล้วแต่ถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต จ.ปทุมธานี โดยศพได้ออกไปก่อนหน้าที่เธอมาประมาณ 15 นาที ตนจึงตัดสินใจกลับบ้านและมาพูดคุยกันเรื่องการจัดเตรียมงานศพของพ่อ โดยได้พูดคุยกับญาติฝ่ายพ่อซึ่งเป็นพี่สาวของพ่อชื่อป้าอร เกี่ยวกับเรื่องเงินประกันต่างๆ โดยมีการบอกว่า ให้ฝั่งของเธอนั้นรอเอกสารและเรื่องงานศพพ่อนั้นก็จะให้ทางฝั่งของเธอเป็นคนจัดเตรียมงาน

จากนั้นเช้าวันที่ 5 มี.ค. ให้มีการนัดกันที่วัดโคกงามซึ่งอยู่ใกล้บ้านพ่อ เพื่อจะนัดพูดคุยกันเรื่องค่าประกันต่างๆที่พอจะได้จากการเสียชีวิต ประมาณรวมๆ กันได้ประมาณกว่า 1,000,000 บาท แต่เมื่อถึงเวลาทางญาติของพ่อได้อ้างว่า พ่อได้บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาลจึงไม่มีศพกลับมาให้ได้ โดยจะให้ตนไปเอาผมกับเล็บของพ่อเท่านั้น และมีการยืนยันอีกครั้งว่าให้ทั้งแม่ของตนจัดงานศพได้เลย โดยเส้นผมและเล็บของพ่อนั้น คนชื่อบอลซึ่งเป็นเหลนของพ่อก็ได้ขี่รถจักรยานยนต์เอามาให้ถึงหน้าบ้านของตน ส่วนเอกสารใบมรณบัตรต่างๆ ก็บอกว่าจะเอามาให้ตอนเย็นของวันที่ 5 มี.ค.
และได้บอกว่าพ่อของตนเองนั้นได้ทำการเปลี่ยนชื่อจากวิรัตน์หรือนายตั้ม สิงห์ทอง เป็นชื่อใหม่คือนายนิวัฒน์ สิงห์ทอง ซึ่งตนก็ได้ถามหาถึงเอกสารการเปลี่ยนชื่อของพ่อ ซึ่งทางฝั่งญาติของพ่อก็บ่ายเบี่ยง ที่จะเอามาให้โดยญาติของฝั่งของพ่อนั้น ก็ไม่มีใครเดินทางมางานศพเลย ซึ่งในวันที่ 5 มี.ค.นั้นตนก็ได้โทรเช็กทางโรงพยาบาลพระพุทธบาท ทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์และเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า พ่อของตนนั้นเสียชีวิตจริงๆ หรือไม่ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรพระพุทธบาท และสถานีตำรวจภูธรบ้านหมอ และได้ติดต่อสอบถามกู้ภัยต่างๆ ก็ไม่พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในพื้นที่จึงรู้ว่าตน และครอบครัวโดนหลอกจริงๆ
ด้านนายสรรพสิทธิ์ ช่างกลึง อายุ 33 ปี เจ้าของร้าน ป.ผ้าสวยดอกไม้ ตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านหมอ จ.สระบุรี เล่าว่า ได้ถูกว่าจ้างจากนางสาวอภิชญาดาร์ (พลอย) สิงห์ทอง อายุ 22 ปี ลูกสาวมาให้จัดดอกไม้และโลงศพภายในงาน จนนางสาวอภิชญาดาร์ได้โทรมาปรึกษาว่า เกิดการผิดพลาดด้านเอกสาร ตนให้นางสาวอภิชญาดาร์ ไปตามเอกสารที่บ้านของญาติพ่อในเขตอำเภอบ้านหมอ จนนางสาวอภิชญาดาร์ยอมรับกับตนว่าพ่อของตนยังไม่ได้ตาย โดยว่าจ้างจัดดอกไม้และโลงศพในราคากว่า 4 หมื่นบาท ตนจึงพาน้องพลอยไปสืบหาตามโรงพักว่ามีอุบัติเหตุจริงหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าไม่มีการเกิดอุบัติเหตุขึ้น ตนและน้องพลอยจึงรู้ว่าโดนหลอก ซึ่งตนก็ยังไม่รู้ว่าจะได้รับเงินค่าจ้างหรือไม่ โดยมีการสวดพระอภิธรรมไปแล้ว 1 คืน เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ภายในโลงมีเพียงเส้นผมเท่านั้น มีแขกมาร่วมงานประมาณกว่า 20 คนเท่านั้น แขกมาร่วมงานก็ไม่รู้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าตายจริงหรือไม่จริง

ด้านนางสุกัญญา อดีตเมียอยากให้ฝั่งสามีมารับผิดชอบ เพราะว่าตนเองก็ไม่มีเงินไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าทำศพ ซึ่งตนก็ต้องอับอาย ถ้าความจริงเป็นแบบนี้ตนจะยังไม่ยอมหย่า ตายเมื่อไหร่ค่อยเจอกันและเงินประกันที่ได้ตนเองก็จะไม่ให้ญาติพี่น้องของอดีตสามีเลยสักบาท ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทั้งหมดทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรโดยตัวเองนั้นก็ไม่มีเงิน มิหนำซ้ำตอนนี้ก็ยังมาเป็นหนี้ค่าจัดงานศพอีก ซึ่งตนเองที่จัดงานก็หวังว่าจะได้เงินประกันจากบริษัทจำนวน 200,000 บาท เอามาใช้จ่ายในงานศพของอดีตสามี ที่ผ่านมาเลิกกันฝ่ายสามีก็ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงลูก มีเงินเท่าไหร่ก็ให้แต่เมียใหม่ ตนก็ไม่เคยไปเรียกร้องอะไร ซึ่งตนยืนยันว่าถ้าอดีตสามีตายจริงๆ ตนจะไม่ทำศพอดีตสามี
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าเรือได้ติดตามไปที่บ้านของนายตั้มในเขตอำเภอบ้านหมอ แต่ไม่เจอตัว แต่ก็ได้ข้อมูลจากชาวบ้านว่านายตั้มยังมีชีวิตอยู่ ตำรวจจึงได้สอบถามไปยังที่ทำงานของนายตั้มและสอบถามไปที่ญาติๆ ของนายตั้ม โดยให้นายตั้มรีบติดต่อมาหาเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วน จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. นายวิรัตน์หรือนายตั้ม สิงห์ทอง และนางแฉล้ม วัฒนคาม อายุ 55 ปี ภรรยาใหม่ได้เดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าเรือ
สำหรับนายตั้ม (สามี) นั้นได้เข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นานกว่า 1 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ ทีมข่าวจึงได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องอลเวงที่เกิดขึ้น นายตั้มเล่าว่าเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา หัวหน้าที่ทำงานได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามว่ามีคนแจ้งไปที่ทำงานว่า ตนเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุที่บ้านครัว ซึ่งตนก็ไม่รู้เรื่อง ส่วนทางฝั่งอดีตภรรยานั้นตนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนไปแจ้ง ส่วนการที่นายบอลไปพูดคุยกับลูกสาวตนนั้น ตอนนี้ตำรวจก็ได้เรียกตัวมาสอบปากคำอยู่ ซึ่งตนก็ไม่ได้ติดต่อกับอดีตภรรยานานแล้ว ส่วนเรื่องการหย่านั้นตนเองเคยติดต่อไปแต่ภรรยาไม่ยอมหย่า แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานหลายปีแล้ว เรื่องการติดต่อไปโดยยื่นข้อเสนอจำนวนเงิน 600,000 บาทนั้นตนก็ไม่รู้เรื่อง โดยถ้าตนเสียชีวิตไปนั้นก็จะมีเงินประกันจากที่ทำงานประมาณ 1,400,000 บาท และมีเงินประกันชีวิตส่วนตัวประมาณกว่า 100,000 บาท สำหรับอดีตภรรยานั้นตนเองก็ไม่ขอไปพูดคุยอะไรด้วย ปล่อยให้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจัดการ ซึ่งตนก็ยืนยันว่าไม่มีการสร้างเรื่องว่าเป็นการกุเรื่องว่าตายเพื่อเอาเงินประกัน หรือหลบหนีอดีตภรรยาแต่อย่างใด และยืนยันว่าตนไม่เคยมีการเปลี่ยนชื่อมาก่อน

ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าเรือ กำลังเรียกสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวว่านายตั้มเสียชีวิต และถ้าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ก็จะแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป

