จบด้วยดี พระสงฆ์วัดชลประทานฯที่เคยค้าน ยอมย้ายกุฏิออกจากเขตกัมมัฏฐาน วัดเตรียมเดินหน้าพัฒนาต่อ
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ดร.จวน คงแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ และกรรมการบริหารวัดฝ่ายฆราวาส กล่าวว่า ตามที่พระราชวัชรธรรมภาณี หรือหลวงพ่อปัญญานันทมุณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ได้มีคำสั่งให้พระสงฆ์ที่พักอยู่ในเขตสังฆานุภาพ หรือเขตกัมมัฏฐาน ออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2566 เพื่อจะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว หลังจากวัดได้พัฒนาพื้นที่เขตพุทธานุภาพ เขตธรรมานุภาพ รวมเนื้อที่ 37 ไร่ พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น

ดร.จวนกล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เข้าไปในเขตกัมมัฏฐาน ไปกราบพระสงฆ์และพูดคุยกับพระสงฆ์ทุกรูป ก็เป็นที่น่ายินดีว่าพระสงฆ์ทั้ง 30 กว่ารูป ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าอาวาส เตรียมการและรื้อย้ายสิ่งของออกมาทุกกุฏิแล้ว เพียงแต่ในวันที่ 15 มีนาคม อาจจะยังย้ายไม่เสร็จเรียบร้อย แต่ในวันที่ 16 มีนาคม กุฏิทุกหลังในเขตกัมมัฏฐาน 30-40 กุฏิที่ยังมีพระอาศัยอยู่จะว่างเปล่าทั้งหมด
ดร.จวนกล่าวอีกว่า เมื่อพระสงฆ์ท่านย้ายออกมาหมดแล้ว ได้มาดูกุฏิที่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับให้พระสงฆ์ท่านได้พักชั่วคราว ในระหว่างที่จะก่อสร้างกุฏิใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งพระสงฆ์แต่ละรูปได้มีกุฏิพักชั่วคราวที่จองเอาไว้และขนข้าวของมาแล้วบางส่วน ส่วนใหญ่ก็ได้เข้าไปพักอาศัยแล้ว เหลือเพียงพระสงฆ์ 6-7 รูปที่กำลังย้ายของเข้ามาอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องราวที่ดีมากๆ ที่ทางคณะสงฆ์วัดชลประทานฯหรือทางญาติโยมก็ดี เป็นเรื่องที่ยินดีที่ไม่มีกระแสคลื่นใดๆ เกิดขึ้นซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก พระสงฆ์ทุกรูปยินดีที่จะย้ายออกโดยสงบ ไม่มีรูปไหนคัดค้านแล้ว

ดร.จวนกล่าวว่า จากการที่เข้าไปพูดคุยกับพระสงฆ์เมื่อวาน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีเพราะพระทุกรูปมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ได้ตึงเครียดหรือตั้งแง่ตั้งงอน หรือมีลักษณะที่จะไม่ให้ความร่วมมือแต่อย่างใด นั่นคือทุกรูปให้ความร่วมมือกับทางวัดเป็นอย่างดี โดยเฉพาะรูปที่ท่านได้ร่วมลงชื่อร้องเรียนในครั้งนั้น ก็ได้พบท่าน ได้เรียนถามท่าน ท่านก็บอกว่าที่ลงชื่อไปก็ลงชื่อทำตามพระพรรคพวกไป แต่ตอนนี้ท่านเข้าใจแล้วถึงนโยบายการพัฒนาของวัด เลยจำเป็นต้องให้ความร่วมมือเหมือนกับพระสงฆ์รูปอื่นๆ ท่านก็ยืนยันว่า ณ วันที่ 16 มีนาคม 2566 กุฏิทุกหลังที่พระเคยอยู่ในเขตนั้นจะว่างทั้งหมด แล้ววัดก็จะพัฒนาต่อไปได้เลย

ดร.จวนกล่าวว่า แสดงว่าการพัฒนาในเขตกัมมัฏฐานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาส พร้อมทั้งมติคณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดฝ่ายต่างๆ ก็ได้เดินเข้าไปสู่การพัฒนาในโซนที่ 3 หรือในเขตกัมมัฏฐานได้ โดยเบื้องต้นเมื่อพระคุณเจ้าออกมาหมดแล้ว ก็จะทำการรื้อถอนกุฏิที่ชำรุดบ้างไม่ชำรุดบ้าง แต่อายุการใช้งานมากสุดคือ 63 ปี โดยวัดจำเป็นจะต้องยกพื้นที่ขึ้นโดยถมสูงขึ้นมา 1 เมตรกว่า เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังต่ำกว่าพื้นที่ด้านหน้าอยู่เมตรเศษๆ เพราะหากหน้าฝนน้ำจะไหลไปรวมในเขตนั้นพระสงฆ์จะเดือดร้อน จากนั้นก็จะวางระบบสาธารณูปโภคคือท่อระบายน้ำ ระบบประปา ไฟฟ้า และลงรากฐานเพื่อสร้างกุฏิใหม่ต่อไป ตามแบบที่วางไว้เป็น 5 หมู่ หมู่ละ 12 หลัง รวม 60 หลัง จัดซึ่งจะติดเครื่องปรับอากาศให้ทั้งหมด
จากนั้น ดร.จวนได้พาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูพื้นที่เขตกัมมัฏฐาน พบว่าพระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในเขตดังกล่าวได้ทำการย้ายออกเกือบทั้งหมดแล้ว บางกุฏิอยู่ระหว่างการขนย้าย บางกุฏิมีการทุบทิ้งไปบ้างแล้ว บ้างกุฏิก็มีการรื้ออุปกรณ์บางอย่างที่สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ออกไป ส่วนอัฐิที่อยู่ริมกำแพงและโกฏิเก็บกระดูกในเขตดังกล่าว บางส่วนได้มีญาติโยมมานำกระดูกออกไปอยู่ในสถานที่ใหม่ที่วัดเตรียมไว้ให้ บางส่วนที่ยังไม่มีญาติมาทางวัดได้นำออกมาและทำทะเบียนไว้ให้

ด้าน พระเฉลิมเกียรติ ฐิตวิริโย อายุ 45 ปี 20 กว่าพรรษา พระลูกวัดชลประทานฯ กล่าวว่า ครั้งนั้นที่มีการรื้อถอนกุฏิออกไปบางส่วน แล้วมีการต่อต้านเพราะพระสงฆ์ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าใครเข้ามาทุบมารื้อถอน แต่เมื่อท่านเจ้าอาวาสมีคำสั่งออกมาให้ย้ายออกจากพื้นที่ในเขตนี้ภายใน 30 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันนี้ ก็ไม่มีพระรูปไหนต่อต้าน เพราะการต่อต้านก็จะต้องเป็นคดีความและมีการต่อสู้กันทางกฎหมาย สู้กันไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฝ่ายวัดมีอำนาจทั้งเงินและอำนาจทางกฎหมายของสงฆ์ พระลูกวัด 30 รูปไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปต่อสู้

พระเฉลิมเกียรติกล่าวว่า พระหลวงพ่อท่านเจ้าอาวาส ท่านมีอำนาจเต็มในการปกครองตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พระบางรูปก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่ต่างจังหวัด บางรูปก็คงอาศัยอยู่ที่วัดแห่งนี้ตามที่วัดจัดกุฏิสำรองให้ บางกุฏิท่านได้มีการต่อเติมเอง เมื่อท่านย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ก็รื้อสิ่งของที่ใช้ได้ไปด้วย บางหลังก็มีเจ้าภาพมาสร้างให้ บางหลังก็มีอัฐิญาติก็มาย้ายออกไป เพราะถ้ารื้อทิ้งเห็นว่าไม่มีประโยชน์ จึงมารื้อไปสร้างใหม่ในวัดต่างจังหวัดเพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้กุฏิเดิมที่จะรื้อถอนเพื่อพัฒนาพื้นที่ มีทั้งหมด 82-83 หลัง ซึ่งได้รื้อไปแล้ว 11 หลัง เหลืออยู่ประมาณ 72 หลัง
ทั้งนี้ พระเฉลิมเกียรติไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ แต่อนุญาตให้นำข้อมูลคำพูดต่างๆ ไปเผยแพร่ได้
อนึ่ง วัดชลประทานรังสฤษดิ์ได้พัฒนาวัดตามภารกิจคณะสงฆ์ 6 ด้าน มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาวัดบนที่ดิน 59 ไร่เศษ แบ่งเป็น 3 เขต ได้แก่ เขตพุทธานุภาพ เขตธรรมานุภาพ รวมเนื้อที่ 37 ไร่ แปลงนี้พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเขตสังฆานุภาพ หรือเขตกัมมัฏฐาน ซึ่งมีเนื้อที่ 22 ไร่

