เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนชาวบ้านชุมชนหลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เดินทางเข้าพบกับนายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในการดำเนินการตามหนังสือคำสั่งอธิบดีกรมศิลปากร ที่ วธ 0420/3780 ลงวันที่ 29 กันยายน 2565 ในการให้รื้อย้ายอาคารหรือส่วนต่างๆ ของอาคารศาลาการเปรียญหมายเลข 44 ที่ได้มีการปลูกสร้างคร่อมทับปราสาทหินบ้านหลุ่งตะเคียนอายุนับพันปี โดยไม่ได้รับอนุญาต ของที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาท โดยตลอดระยะกว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ชาวบ้านพบว่าทางที่พักสงฆ์ยังคงไม่ได้มีการรื้อย้ายอาคารหลังดังกล่าวออกไปตามหนังสือคำสั่งฯ ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่สบายใจ
ทั้งนี้ช่วงปี 2560 ได้มีการร้องเรียนเรื่องที่พักสงฆ์ดังกล่าวไปยังกรมศิลปากร จนมีหนังสือคำสั่งถึงที่พักสงฆ์โคกปราสาทให้ระงับการก่อสร้าง แต่ผู้ดูแลกลับเพิกเฉย จนกระทั่งมีการก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมาเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกกว่า 107 จุด ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าอาจจะมีการวิ่งเต้นให้เรื่องเงียบลงไปอีกจนปราสาทหินโบราณคู่บ้านคู่เมืองอายุนับพันปีจะตกเป็นสมบัติส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

นายทศพรได้ชี้แจงกับตัวแทนชาวบ้านว่า หนังสือคำสั่งในการให้รื้อย้ายอาคารหรือส่วนต่างๆ ของอาคารศาลาการเปรียญหมายเลข 44 ของที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาทนั้น ทางที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาทได้ทำการอุทธรณ์คำสั่งมายังอธิบดีกรมศิลปากร และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งได้มีการยกคำร้องขออุทธรณ์ไปแล้ว ขณะนี้ได้อยู่ในขั้นตอนการขอคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลปกครองสูงสุด โดยเรื่องอยู่ในการพิจารณาดำเนินการ นอกจากนี้ทางอธิบดีกรมศิลปากรยังได้มีคำสั่งเพิ่มเติมให้ที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาททำการรื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้างอีก 28 จุด รวมถึงเจดีย์พุทธนิมิตสีทองที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าตัวปราสาทหิน และสิ่งปลูกสร้างอื่นอยู่ภายในบริเวณคูน้ำรอบตัวปราสาททั้งหมด เนื่องจากได้ทำการก่อสร้างภายในบริเวณพื้นที่ประกาศเขตโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ทางกรมศิลปากรยังได้นำป้ายประกาศพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปติดยังบริเวณโดยรอบพื้นที่ประกาศเขตโบราณสถานปราสาทบ้านหลุ่งตะเคียน เพื่อแจ้งให้ผู้กระทำความผิดทราบถึงข้อกำหนดและบทลงโทษของการบุกรุกก่อสร้างภายในบริเวณพื้นที่ประกาศเขตโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต

นางนลิน โรจนวัทธิกร ผู้รับมอบอำนาจตัวแทนชุมชนชาวบ้านหลุ่งตะเคียน กล่าวว่า อยากให้มีการรื้อย้ายอาคารที่พักสงฆ์ออกจากตัวปราสาทหินโบราณให้เร็วที่สุด หลังจากตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปจัดงานเทศกาลบุญเดือน 6 ที่สืบทอดกันมาในบริเวณตัวปราสาทหินได้เลย จากการที่ที่พักสงฆ์เข้ามาสร้างอาคารคร่อมทับตัวปราสาท ทำให้จากเดิมปราสาทหินเป็นสาธารณสมบัติที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน กลับต้องกลายมาเป็นสมบัติส่วนตัวรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของที่พักสงฆ์ ทำให้เมื่อเกิดข้อขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและที่พักสงฆ์ ชาวบ้านก็ไม่กล้าเข้ามาใช้พื้นที่อีกเลย จึงอยากให้กรมศิลปากรเร่งดำเนินการรื้อย้ายที่พักสงฆ์ออกไปให้หมด เพื่อที่จะทำการบูรณะให้ปราสาทหินบ้านหลุ่งตะเคียนเป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านสืบต่อไป

