วุ่น! เนิร์สเซอรี่โหดเงียบเหงา หลัง 1 ในครูพี่เลี้ยงทำร้ายเด็ก เจ้าของเลิกจ้างอีก 14 คนอ้างมีเอี่ยวทำให้ฉาว ทนายนำร้องกรมแรงงาน ชี้ไม่เป็นธรรม
รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สาขาหาดใหญ่ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา ได้นำครูพี่เลี้ยงของสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนิร์สเซอรี่ ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีคลิปการทำร้ายเด็ก จนทำให้ผู้ปกครองแจ้งความดำเนินคดี และนำไปสู่การสั่งปิดสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ เหตุเกิดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ซึ่งหลังเกิดเหตุนั้น ทางครูพี่เลี้ยงที่มีอยู่ 14 คน ได้ถูกทางเนิร์สเซอรี่แห่งนี้ ส่งหนังสือเลิกจ้าง โดยอ้างเหตุว่า มีส่วนร่วมในการสร้างข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 เมษายน 2566 ซึ่งแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นชื่อเสียงภาพลักษณ์ของเนิร์สเซอรี่ อีกทั้งการประพฤติไม่เหมาะสมขาดความรู้ความสามารถในการทำงาน และสร้างความเสียหายแก่นายจ้างซึ่งถือเป็นความผิดตามมาตรา 119 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่จงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
จึงเห็นสมควรเลิกจ้างท่านทันทีและให้มีผลสิ้นสภาพการเป็นพนักงานวันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามกฎหมาย
ทั้งนี้ครูพี่เลี้ยงทั้งหมดยืนยันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่เป็นข่าว และยังไปทำงานตามปกติ เพียงแต่ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้เนื่องจากทางเนิร์สเซอรี่นั้นปิดประตูเอาไว้ อย่างไรก็ตามได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จึงได้เข้ายื่นเรื่องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อร้องขอให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายในการบอกเลิกจ้าง นอกจากนั้นแล้ว การไปสมัครที่อื่นๆ นั้นก็ทำได้ยาก จึงสร้างความเดือดร้อนให้กับครูพี่เลี้ยง
ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา ทนายความในคดีนี้กล่าวว่า กลุ่มพี่เลี้ยงกรณีเนิร์สเซอรี่ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทางเนิร์สเซอรี่กล่าวอ้างว่าครูพี่เลี้ยงเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องใส่ร้าย กรณีที่เป็นข่าว ทำให้บอกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงได้นำครูพี่เลี้ยงเข้าร้องทุกข์กับพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ ในวันนี้
เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหากเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เนิร์สเซอรี่แห่งนี้มีครูพี่เลี้ยง 14 คน ถูกเลิกจ้างทั้งหมด จากที่ไปตรวจสอบยังไม่มีคำสั่งปิดอย่างเป็นทางการจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่โดยสภาพก็ไม่สามารถเปิดได้เพราะไม่มีใครไปใช้บริการ
ส่วนในเรื่องทางคดีมีความคืบหน้าไปมาก พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานไปได้เกือบทั้งหมดเพื่อส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ ในความผิดตาม พรบ.คุ้มครองเด็ก ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญพอเกิดเรื่อง ผู้ปกครองช็อกมากว่าเรื่องเช่นนี้เกิดกับตัวเอง ต้องจัดการเรื่องนี้ในอนาคตอย่างดี
โดยมองว่าสถานรับเลี้ยงเด็กต้องมีกล้องวงจรปิดตลอดระยะเวลาที่เปิดทำงาน ผู้ปกครองต้องเข้าไปดูได้ตลอดเวลา และติดตั้งในมุมที่เห็นภาพได้ชัดเจน สามารถใช้เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานเป็นกรณีตัวอย่างจะไม่เกิดขึ้นขึ้นหากเกิดขึ้นอีกโทษก็จะแรงขึ้นอีก สำหรับผู้ต้องหาในคดีนี้นั้น อยู่ระหว่างการได้รับการประกันตัว รอการส่งสำนวนคดี


