ผัวโหด เมากระทืบคอเมีย ไม้ไผ่ฟาดหน้าซ้ำไม่ยั้ง ดับคาบ้าน โมโหถูกไล่ออกจากบ้านต่อหน้าลูก
เมื่อเวลา 05.29 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2566 ร.ต.อ.วรวิทย์ ซุยลา รอง สว.สอบสวน สภ.ทุ่งฝน ได้รับแจ้งเหตุมีหญิงถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตภายในบ้านพัก เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 303 บ.คำตานา หมู่ 6 ต.ทุ่งใหญ่ อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.อ.ธนูเทพ ฤทธิฦๅชัย ผกก.สภ.ทุ่งฝน ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.อำนวยพล กรรมหาวงศ์ รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งฝน นำกำลังลงพื้นที่สืบสวนหาตัวคนร้าย พร้อมด้วยตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์เวร รพ.ทุ่งฝน รุดลงพื้นที่ตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ไม่มีรั้ว พบศพนางฤดี เขตโขงขวาง อายุ 54 ปี เจ้าของบ้าน นอนหงายเปลือยกายอยู่บนพื้นห้อง ศีรษะหนุนอยู่บนผ้าห่มและฟูกที่นอน ที่บริเวณใบหน้ามีร่องรอยถูกทุบด้วยของแข็งจนบวมช้ำ มีเลือดไหลเปื้อนตามใบหน้าและร่างกายเป็นจำนวนมาก คาดว่าเสียชีวิตมาประมาณ 6 ชั่วโมง ที่บริเวณผนังห้องหลังบ้านหน้าห้องน้ำ มีรอยเลือดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระจายทั่วบริเวณ ส่วนนายพรชัย ศรีชัยมูล อายุ 46 ปี สามีผู้ตาย หายออกไปจากบ้าน ตำรวจชุดสืบสวนติดตามตัวได้ที่กระท่อมนาของญาติ ห่างจากบ้านประมาณ 500 ม. ก่อนเชิญตัวมาสอบปากคำที่โรงพัก และให้การรับสารภาพในที่สุดว่า เป็นคนลงมือก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยาจนเสียชีวิต ส่วนศพผู้ตายได้นำส่ง รพ.ทุ่งฝน เพื่อชันสูตรสาเหตุการตายอย่างละเอียดอีกครั้ง
นายพรชัย ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนเองเป็นชาว อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี พบรักกับภรรยาที่ไซต์งานก่อสร้างที่ อ.พิบูลรักษ์ ผู้ตายมีลูกติด 2 คน ตนเองมีลูกติด 3 คน อยู่กินกันได้เกือบ 1 ปี และตนได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่กับภรรยาที่นี่ ช่วยกันทำไร่ทำนา รับจ้างทั่วไป ก่อนเกิดเหตุเมื่อวานนี้ช่วงเที่ยง ตนและภรรยาอยู่ที่ทุ่งนาของญาติ ลูกชายและลูกเขยที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง มาชวนไปงานบุญบั้งไฟที่บ้านแดง อ.พิบูลย์รักษ์ แต่ภรรยาไม่ไปด้วย บอกว่าถ้าอยากไปก็ไปเลย ไปอยู่กับลูกเลย ภรรยาคงจะโกรธว่าลูกชายมาหา เมื่อส่งภรรยาไว้ที่บ้าน ประมาณ 15.00 น. ตนจึงออกจากบ้านเพราะภรรยาไล่ไปกับลูกชายไปเที่ยวเล่นที่บ้านลูกเขย ที่หมู่บ้านบุญมี ห่างออกไปไม่ไกล ลูกๆ เตะตะกร้อกัน และซื้อเหล้าขาวมาให้ตนดื่ม 1 ขวดใหญ่
“หลังจากนั้นตนได้กลับมาที่บ้านอีกครั้งประมาณเกือบ 3 ทุ่ม ตอนนั้นภรรยานอนหลับอยู่ ตนยังอยู่ในอาการโมโหที่ภรรยาไล่ตนออกจากบ้านต่อหน้าลูก ประกอบตนเองดื่มเหล้าจนเมาไม่ได้สติ จึงกระทืบไปที่บริเวณคอของภรรยา ก่อนไปหยิบเอาท่อนไม่ไผ่ที่วางไว้หลังบ้านมาฟาดที่หน้าภรรยาอีก 2 ครั้ง ขณะที่ภรรยาเดินตามมา หลังจากนั้นตนได้ขับรถจักรยานยนต์ไปสงบอารมณ์อยู่กระท่อมนาของญาติ ประมาณเที่ยงคืนตนก็กลับมาบ้านอีกครั้ง เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ไม่ได้เข้าไปดูภรรยา ก่อนกลับไปนอนที่กระท่อมนาของญาติ จนตำรวจมาเชิญไปที่โรงพัก และตนจำไม่ได้ว่าเอาเสื้อผ้าและท่อนไม้ไผ่ไปทิ้งไว้ที่ไหน อยากบอกภรรยาว่าขอโทษ ตนทำผิดไปแล้ว มีโอกาสก็อยากจะไปกราบศพภรรยาครั้งสุดท้าย”
ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเกิดเหตุ ไปพบกับนางสุพิศ ฮึมพล อายุ 58 ปี น้าผู้ตาย โดยมีญาติพี่น้องที่ทราบข่าวทยอยมาที่บ้าน เพื่อมาช่วยกันเก็บกวาดบ้าน เพื่อเตรียมจัดพิธีสวดอภิธรรมศพที่บ้าน
นางสุพิศเล่าว่า เช้ามืดวันนี้สามีตนที่นอนอยู่กระท่อมนา ได้โทรศัพท์มาบอกว่าให้ไปดูนางฤดี ผู้เป็นหลานที่บ้านด้วย เพราะเมื่อคืนนี้สามีสังเกตเห็นว่าตามเนื้อตัวของนายพรชัยมีเลือดเปื้อนอยู่ เกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดี หลังจากนึ่งข้าวแล้ว ตนจึงเดินมาที่บ้านนางฤดีเดินอ้อมไปทางหลังบ้าน ก็เห็นประตูเปิดอยู่ จึงชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็เห็นนอนหงายไม่ใส่เสื้อผ้า ใบหน้ามีเลือดบวมปูด ตนจึงรีบโทรแจ้งตำรวจ
“ทั้งคู่ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ เมาแล้วก็ทะเลาะกันหาเรื่องกัน มักจะไล่นายพรชัยออกจากบ้านบ่อยครั้ง พอหายเมาแล้วก็กลับมาคืนดีกัน พูดจาดีต่อกัน จะเห็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความเมา ทุกครั้งที่ฝ่ายเมียเมา ฝ่ายผัวจะหนีออกไปข้างนอก แต่เมื่อคืนนี้ฝ่ายผัวก็เมากลับเข้ามาที่บ้าน เลยเกิดเรื่องขึ้นดังกล่าว ก็ให้เป็นไปตามกฎหมาย ผิดก็ว่าไปตามผิด เพราะฝ่ายผัวเองกับรับสารภาพรับผิดว่าเป็นคนฆ่าเมียเอง”
ด้านนายบุญทัน บุญเพ็ง อายุ 56 ปี สามีนางสุพิศ เล่าว่า ตนมีศักดิ์เป็นน้าเขยผู้ตาย ปกติตนจะนอนเฝ้าที่กระท่อมนาทุกคืน นายพรชัยก็มักจะแวะเวียนมาหา มานอนพักผ่อนที่เปล หลายครั้งที่มาบ่อยเรื่องภรรยาไล่ออกจากบ้าน เมื่อคืนนี้ประมาณ 22.00 น. นายพรชัยขี่รถจักรยานยนต์มาที่กระท่อมนา เดินขึ้นมาเปิดตู้เย็นกินน้ำ แสงไฟจากตู้เย็นส่องให้เห็นคราบเลือดตามตัวนายพรชัย และถามไปว่าทำไมตัวเปื้อนเลือดแบบนั้น เขาตอบว่าไปฆ่าคนมามั้ง ตอนนั้นเอะใจแล้วว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่นอน เพราะตอนบ่ายทราบว่านายพรชัยกับนางฤดีทะเลาะกัน ตอนนั้นก็ระแวงว่านายพระชัยจะฆ่าตนด้วยเหมือนกัน แต่ก็นิ่งเฉยไว้ก่อน จนเช้าก็โทรบอกภรรยาให้ไปดูหลาน ไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นจริงๆ

