ป.ป.ช.สงขลา แถลงตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองใหญ่ รวยผิดปกติส่งศาล
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม สำนักงานป.ป.ช. ประจำจังหวัดสงขลา นำโดยนายราม วสุธนภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา แถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2566 ไตรมาสที่ 1-2 รวม 3 เรื่อง ที่แยกเป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา ในกรณีทุจริตประพฤติมิชอบจำนวน 1 เรื่อง คือ กรณี นายสุนทร จันทร์งาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลากับพวก ถูกกล่าวหาดำเนินการ โครงการขุดลอกสันดอนทรายคลองอู่ตะเภา และคลองหลำ
โดยสมรู้กันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรของรัฐโดยทุจริต มิได้มุ่งหมายแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ไม่ตรวจสอบและควบคุมการขุดลอกคลองตามโครงการดังกล่าว กลับให้ผู้รับจ้างดำเนินการดูดทรายโดยไม่ชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการเกี่ยวกับการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์ที่ตื้นเขินพ.ศ 2547 และหลีกเลี่ยงไม่เปิดโอกาสให้มีการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ในการดำเนินโครงการดังกล่าว
ผลการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ระบุว่า การกระทำของนายสุนทรฯจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 อันเป็นการกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง
การกระทำของนายธนาคม ขุนโหร จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 อันเป็นการกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และปรับ 24,000 บาท รวม 4 กระทง
ทั้งนี้ ในทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้ง 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 16 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี 10 เดือน 20 วัน และปรับ 64,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยกระทำความผิดและถูกจำคุกมาก่อน และกระทำความผิดเมื่อมีอายุ 20 ปีเศษ จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติภายในกำหนดดังกล่าว
เรื่องที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลมีจำนวน 1 เรื่อง คือ ชี้มูลความผิดในคดีกล่าวหา นายวุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา กับพวก ดำเนินการจัดจ้างโครงการปรับปรุงอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการเกษตร วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา โดยวิธีพิเศษ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลและความจำเป็น
สำหรับพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ นายวุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโครงการปรับปรุงอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการเกษตร โดยวิธีพิเศษ ตามที่นางจริยา ศรีเพ็ชร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เสนอ ทั้งที่ไม่เข้าเหตุผล ความจำเป็นที่จะจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และปรากฏพฤติการณ์มุ่งหมายให้ บริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง อินโนเวชั่นแอนด์เอ็นไวรอนเม้นท์ จำกัด ได้เป็นผู้รับจ้างโครงการดังกล่าว รวมทั้งไม่มีการดำเนินการแต่งตั้งผู้ควบคุมงาน ให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นอกจากนี้ คณะกรรมการควบคุมงาน ได้รับรองงานก่อสร้างปรับปรุงอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการเกษตร ของบริษัท ไทยเอ็นจิเนียริ่ง อินโนเวชั่น แอนด์ เอ็นไวรอนเม้นท์ จํากัด ในงวดงานที่ 1 เป็นเท็จ และการก่อสร้างไม่ถูกต้อง ตามแบบรูปรายการ ทั้งงวดงานที่ 1 และงวดงานที่ 2 คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับงานจ้าง และนายวุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างงวดงานที่ 1 และงวดงานที่ 2 ทั้งที่ การก่อสร้างทั้งสองงวดงาน ไม่ถูกต้องตามแบบรูปรายการ เป็นเหตุให้วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
นอกจากนั้นยังมีผลการดำเนินการด้านการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ดำเนินการ กรณีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสงขลา จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ซึ่งผู้ถูกกล่าว คือ นายก ก.อดีตผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยข้อกล่าวหา คือ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นและร่ำรวยผิดปกติ
เป็นกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสงขลา ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สิน ของนาย ก. อดีตผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายนี้ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 กรณีเข้ารับตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 โดยที่ประชุมมีมติ รับเรื่องไว้พิจารณากรณีมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาของทรัพย์สินและรายได้ กล่าว คือ รายการที่ดิน จำนวน 6 แปลง ซึ่งนาง ข. ภรรยา ของอดีตผู้บริหารรายดังกล่าว ให้ถ้อยคำชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ได้ซื้อที่ดินจำนวน 6 แปลง เป็นเงิน 26,000,000 บาท โดยนำรายได้จากการเป็นนายหน้าขายที่ดิน (โฉนดที่ดิน ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา) จำนวน 30,000,000 บาท ซึ่งได้รับค่านายหน้าเป็นเช็คเงินสดธนาคารซีไอเอ็มบี สาขา ถนนเพชรเกษมหาดใหญ่จากนั้นนำไปเบิกถอนออกมาเป็นเงินสดเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าที่ดิน จำนวน 6 แปลง
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 นาง ข. ภรรยา ได้นำที่ดิน 6 แปลง ดังกล่าวขายฝากกับบริษัท เครดิตฟองซิเออร์แคปปิตอลลิ้งค์ จำกัด ในราคา 27,000,000 บาท แต่ก็ไม่ปรากฏว่านาย ก. และนาง ข. มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือมีหนี้สินลดลงแต่อย่างใดจึงเป็นเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สินและรายได้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นควรให้สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 9 ดำเนินการไต่สวนร่ำรวยผิดปกติของ นาย ก. อดีตผู้บริหารรายดังกล่าว ต่อไป
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 12/2566 ลงวันที่ 30 มกราคม 2566 ระบุว่าเป็น กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จากการตรวจสอบ พบว่า นาย ก. ไม่แสดงรายการทรัพย์สินของตนเองและคู่สมรส (ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา) ได้แก่ รายการเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหาดใหญ่ใน ชื่อบัญชี นาง ข. (ผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา) ยอดเงิน 8,411.54 บาท และไม่แสดงรายการเงินลงทุนใน บริษัท A จำกัด โดย นาย ก. ถือหุ้น 18,000 หุ้น หุ้นละ 50 บาท มูลค่า 900,000 บาท
เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และขอให้ลงโทษทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1) มาตรา 81 และมาตรา 167
การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ในรายนี้นั้น เป็นผู้บริหาร อปท.ระดับสูงในจังหวัดสงขลา

