เจ้าของแมวต้องการความรับผิดชอบ เผยส่งเจ้าเหมียวไปบริจาคเลือดช่วยอีก 1 ชีวิต หมอเอาไปเยอะเกิน-ไม่ตรงกับที่แจ้ง ช็อกตาย ซ้ำไม่มีการให้เซ็นอะไรเลย เจออ้างหัวร้อนอยู่ ไม่อยากคุยด้วย
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน น.ส.มัลลิกา อายุ 56 ปี เปิดเผยกับสื่อมวลชนกรณีเห็นในเฟซบุ๊กว่ามี แมวป่วย ต้องการเลือดไปช่วยชีวิต จึงสอบถามจนทราบว่าเจ้าของแมวป่วยคือ คุณสมหญิง และได้คุยกัน เขาถามว่าตนอยู๋ที่ไหน จึงตอบว่าอยู่ปทุมธานี จากนั้นถามว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรหรือไม่ จึงบอกว่าไม่มี หรือถ้าเจ้าของแมวป่วยอยากช่วยก็นำเงินไปซื้ออาหารแมวแล้วบริจาคที่วัด
น.ส.มัลลิกาเล่าว่า คุณสมหญิงมารับแมวของตนไป ซึ่งนัดกันตอนบ่ายวันที่ 13 มิถุนายน พร้อมนำแมวไปตรวจร่างกาย หาค่าเลือดต่างๆ ตอนนั้นคุณสมหญิงให้ตนคุยโทรศัพท์กับ คุณหมอที่จะรักษาแมว หมอบอกว่าจะเอาเลือดจากแมวของตนเองแค่ 40 ml แต่หมอจะขอเจาะเลือดแมวเลย ตนไม่อนุญาตจึงนำแมวกลับมาให้ตนงดน้ำ งดอาหารก่อน จากนั้นวันรุ่งขึ้นค่อยนำแมวไป

น.ส.มัลลิกาเล่าอีกว่า ระหว่างนั้นฝากแมวไว้กับเจ้าหน้าที่ รปภ.ของหมู่บ้าน และได้ประสานกับคุณสมหญิงว่าถึงโรงพยาบาลหรือยัง เขาบอกว่าถึงโรงพยาบาลแล้ว จึงบอกให้ช่วยถ่ายรูปแมวของตนเองส่งมาให้ดูหน่อย หลังจากนั้นก็เงียบไป ไม่ได้ส่งรูปแมวให้ดู จนล่วงเลยไปถึงบ่าย 2 ตนเริ่มเอะใจจึงโทรไปหาคุณสมหญิง ได้รับแจ้งว่า กำลังปั๊มหัวใจแมวของตนอยู่ จึงวางหูแล้วขับรถไปโรงพยาบาลรักษาสัตว์ทันที
น.ส.มัลลิกาบอกว่า เมื่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นแพทย์ผู้รักษาแจ้งว่า ให้ยาสลบแมวครั้งที่ 1 แล้วดูดเลือดออก 20 ml พอแมวฟื้นก็ให้ยาสลบอีกเพื่อจะดูดเลือดต่อ ทว่าแมวช็อกหมดสติ จึงปั๊มหัวใจช่วย ช่วงเวลานั้นเจ้าของโรงพยาบาลรักษาสัตว์ยังไม่ได้ลงมา เขาบอกว่าตนยังอารมณ์ร้อนอยู่ เขาไม่อยากคุยด้วย
น.ส.มัลลิกายืนยันว่า สิ่งที่ต้องการตอนนี้คืออยากให้โรงพยาบาลรักษาสัตว์ออกมารับผิดชอบ เขาบอกแต่เพียงว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย เขาพูดได้แค่นั้น เจ้าของโรงพยาบาลรักษาสัตว์บอกแบบนี้ ปกติการวางยาสลบรักษาสัตว์ต้องมีการเซ็นยินยอมจากเจ้าของสัตว์ ซึ่งวันนั้นไม่ได้เซ็นยินยอมอะไรเลยสักอย่าง คุณสมหญิงก็ไม่ได้แจ้งเลยว่าแพทย์ที่รักษาจะมีขั้นตอนไหน ซึ่งแมวของตนสายพันธุ์ Scottish fold ตัวละแสนกว่าบาท

ด้าน น.ส.สมหญิง อายุ 30 ปี เจ้าของแมวไทยผสมวิเชียรมาศ บอกว่า แมวป่วยเซื่องซึมเหงือกซีดจึงพาไปคลินิกใกล้บ้านก่อน เขาตรวจร่างกายแล้วแจ้งว่ามีอุปกรณ์ไม่พร้อมจึงแนะนำให้ไปโรงพยาบาลรักษาสัตว์ เพราะแมวต้องได้รับการถ่ายเลือดด่วน หมอที่คลินิกแจ้งว่าแมวจะอยู่ได้แค่วันนี้ หรืออีก 3 วันเท่านั้น ด้วยความกังวลใจจึงถามหมอว่าคลินิกใกล้ๆ อยู่แถวไหน ได้รับคำตอบว่ามีโรงพยาบาลสัตว์ (ที่เกิดเหตุเศร้า) อยู่ใกล้ที่สุดแล้ว
น.ส.สมหญิงกล่าวว่า หมอที่โรงพยาบาลรักษาสัตว์แจ้งว่าแมวเลือดจางมาก แค่ 10% ต้องได้รับการถ่ายเลือดด่วน เราก็พยายามหาเลือด จึงทักไปที่โรงพยาบาลรักษาสัตว์ต่างๆ ได้รับคำตอบว่ามีเลือดไม่ตรงกับแมวของตน เลยลองโพสต์เฟซบุ๊กขอรับบริจาคเลือดแมว จากนั้นมี “พี่คนหนึ่ง” ติดต่อมาว่าแมวของเขาสามารถบริจาคเลือดได้ เมื่อคุยกันเรื่องไปรับแมวที่บ้านเพื่อพาไปตรวจสุขภาพ พบว่าเป็นไปตามเกณฑ์ แมวให้เลือดได้ รวมทั้งเลือดแมวของตนกับแมวของเขาสามารถเข้ากันได้

น.ส.สมหญิงบอกว่า ให้คุณหมอคุยกับเจ้าของแมวก่อน ซึ่งเจ้าของแมวไม่ยินยอมให้ถ่ายเลือดวันนั้น เพราะปกติแล้วแมวต้องอดอาหารก่อนถึงจะถ่ายเลือดได้ ตนจึงนำแมวกลับไปคืนพี่เขา และไปรับในวันรุ่งขึ้นตอน 9 โมง มาถึงโรงพยาบาลรักษาสัตว์ประมาณ 10 โมง โดยแพทย์ไม่ได้แจ้งความผิดปกติของแมวเลย นอนปกติดีทุกอย่าง และเชิญตนให้มานั่งหน้าห้อง ซึ่งคุณหมอจะดำเนินการเองทุกอย่าง
น.ส.สมหญิงเล่าด้วยว่า ปกติแล้วหมอจะทำอะไรต้องให้เจ้าของแมวเซ็นยินยอม แต่เคสนี้เราไม่ได้เซ็นอะไรเลย ตั้งแต่พาแมวเข้าไปเก็บเลือดก็ไม่มีการเซ็นเอกสารใดๆ ทั้งสิ้น ตนอยู่ที่โรงพยาบาลตลอดเวลา มาทราบเรื่องประมาณเที่ยงครึ่ง หมอวิ่งเข้า-ออกแล้วบอกว่า แมวหยุดหายใจระหว่างเก็บเลือด ตอนนี้ช่วยปั๊มหัวใจอยู่
น.ส.สมหญิงกล่าวว่า หลังเกิดเรื่องหมอแจ้งว่านำเลือดแมวออกไปประมาณ 50 ml ซึ่งเกินจากที่แจ้งไว้ ทั้งนี้ เขาคำนวณแล้วว่าแมวของตนต้องได้รับเลือดประมาณ 40 ml และแมวที่บริจาคเลือดก็ต้องเอาเลือดออกจากตัว 40 ml เช่นกัน ยืนยันว่าไม่มีการแจ้งสาเหตุ บอกเพียงว่าแมวรู้สึกตัวระหว่างเก็บเลือดในปริมาณ 20 ml แต่ไม่ได้บอกว่าจะให้ยาสลบเพิ่ม ส่วนแมวของตนตอนนี้ฟื้นแล้ว และไม่ได้ให้เลือดเพิ่ม

