หน้าแรก ภูมิภาค ผัวดื่มหนัก ก...

ผัวดื่มหนัก กลับบ้านตี 4 กลับมาเจอเมียไปดื่มเหล้าเหมือนกัน เกิดหึงโหด เตะตายคาห้อง

29.06.23 | 16:33 น.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ร.ต.อ.ภชรธาดา พงษ์สุวรรณ รองสารวัตรสอบสวน สภ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี พร้อมด้วย แพทย์เวร รพ.พัฒนานิคม และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ที่ห้องเช่า ไม่มีเลขที่ ระหว่างซอย 14-15 สาย 4 อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ภายในห้องที่ 4 เจ้าหน้าที่ ตร.ได้เปิดประตูเข้าไปในห้อง พบร่างผู้เสียชีวิต เป็นสตรี สภาพนอนหงายอยู่กลางห้อง ศีรษะหนุนอยู่กับที่นอน ผู้เสียชีวิตสวมใส่เสื้อแขนสั้นสีเขียว กางเกงขาสั้นสีดำ ที่ปลายเท้าพบขวดเบียร์เปล่าวางอยู่จำนวนหลายขวด และภายในห้องมีร่องรอยของการต่อสู้

เจ้าหน้าที่ ตร.และแพทย์เวรทำการตรวจสอบสภาพศพพบว่า มีร่องรอยของการถูกทำร้าย ฟกช้ำที่ใบหน้าและร่างกายมีรอยเขียวช้ำหลายแห่ง ทราบชื่อผู้เสียชีวิต ชื่อ น.ส.ฐิตาภา ท่าทราย อายุ 36 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ต.ช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานเบทาโกร

เจ้าหน้าที่ ตร.ได้สอบถามสามีที่ยืนดูอยู่ในที่เกิดเหตุเบื้องต้นทราบว่า ตนและภรรยา อยู่กินกันมาได้ประมาณ 1 ปี เศษ ก่อนที่จะเกิดเหตุตนได้ออกไปดื่มเหล้ากับเพื่อน และกลับมาที่ห้องพักในตอนแรกไม่พบภรรยา ทราบว่าภรรยาก็ออกไปดื่มเหล้าเช่นกัน และประมาณ ตี 4 ตนได้กลับมา เจอภรรยา และได้มีปากเสียงทะเลาะกัน เรื่องหึงหวง และตนได้ลงมือทำร้ายภรรยา ทั้งเตะต่อย และใช้สายไฟฟาดภรรยา จนภรรยาล้มลงนอนหงายท้องกลางห้องตามสภาพที่เห็น ซึ่งตนก็ได้คิดว่าไม่เป็นอะไรมาก จึงออกจากห้องไป และตอนเช้าได้ซื้อข้าวมา และได้มาปลุกภรรยาเพื่อจะให้กินข้าว แต่ภรรยาไม่ตื่น และมารู้ว่าเสียชีวิตดังกล่าว

จากการสอบถาม เพื่อบ้านที่อยู่ข้างห้องทราบว่า ผู้ตายกับสามี จะดื่มเหล้ากัน และมักจะมีปากเสียงทะเลาะ และทำร้ายร่างกายกันเป็นประจำ จึงไม่ค่อยจะมีใครสนใจ และมาวันนี้ก็เช่นกัน ก็คิดว่า จะทะเลาะกันธรรมดาดังเช่นทุกวัน จึงไม่สนใจ มาทราบว่าเสียชีวิตก็เมื่อมีเจ้าหน้าที่ ตร. และมูลนิธิมานี่เอง

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ ตร.ได้นำตัวผู้เป็นสามี ที่ให้การรับสารภาพว่าเป็นคนทำร้ายภรรยาจนเสียชีวิต ไปทำการสอบสวนปากคำเพิ่มเติม ที่ สภ.พัฒนานิคม ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป ส่วนศพผู้เสียชีวิตได้มอบหมายให้ อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำศพส่งผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างแน่ชัดต่อที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯต่อไป

Advertisement