หน้าแรก ภูมิภาค ‘นักวิช...

‘นักวิชาการ’ อัดเพื่อไทย ถ้าฉีก MOU จะทำลายความหวัง ปชช. มั่นใจถ้ามีลุง-ภท. ร่วม รบ. จะมีฝ่ายค้าน 4 พรรค

23.07.23 | 17:31 น.

“นักวิชาการ” อัดเพื่อไทย ถ้าฉีก MOU จะทำลายความหวัง ปชช. มั่นใจหากมีภท.-พรรคลุงร่วม รบ. คาด “ปชป.-ทสท.-เป็นธรรม” น่าจะเป็นฝ่ายค้านร่วมก้าวไกล

นักวิชาการอัด “เพื่อไทย” หากฉีกเอ็มโอยู 8 พรรคร่วม ชี้เป็นการทลายความหวังของประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งส่วนใหญ่ หลังมองดูทุกพรรคในเทียบเชิญจากเพื่อไทยแล้ว ล้วนไม่เอาก้าวไกลมาเข้าร่วมด้วย สุดท้ายต้องยอมรับสภาพความเสี่ยง แนะปรับปรุงแก้ไขที่เนื้อในเอ็มโอยูได้ แต่อย่าสลัดทิ้ง หรือฉีกออกไป ระบุหากก้าวไกลพลิกจำเป็นต้องตกเป็นฝ่ายค้านยังเหลืออีก 3 พรรคร่วมด้วย

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 23 กรกฎาคม ผศ.นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยกำลังหาเสียงสนับสนุน ในการจัดตั้งรัฐบาลหลังรับไม้ต่อจากพรรคก้าวไกลว่า หากพรรคเพื่อไทยฉีกเอ็มโอยูระหว่าง 8 พรรคร่วมนั้น ถือว่าไม่ได้เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยเลย แต่เป็นการทลายความหวังของผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่อยากเห็นก้าวไกลและเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน

ขณะที่พรรคเพื่อไทยนั้นยังต้องยอมรับความเสี่ยงในการที่จะสูญเสียมวลชน หรือแฟนคลับ แม้ไม่มากก็น้อย โดยเห็นได้จากเพียงแค่เริ่มต้นในการมาพูดคุยถกเถียงกันเท่านั้น จะเห็นได้ว่ามีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยกันเป็นจำนวนมากแล้ว ฉะนั้นเพื่อไทยต้องวัดใจตัวเองที่จะกล้าซื้อความเสี่ยงนั้นว่าจะยังจับมือกันแบบแน่นๆ เพื่ออยู่กับก้าวไกล และทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด โดยหากไม่ได้จริงๆ ก็ยังคงจับมือกันไว้ต่อไปอีก 9-10 เดือน จนว่า ส.ว.จะหมดวาระนั้น

ในความเห็นส่วนตัวมองว่าประชาชนนั้นยังรอได้ และยังจะได้ใจประชาชนมากกว่า ซึ่งมองว่าประเทศชาตินั้นไม่ได้เสียหายอะไรไปมากนัก หากจะให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการณ์ต่อไปก่อนอีก 9 เดือน เพื่อรอให้สภาผู้แทนราษฎรได้เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามระบบรัฐสภาสากลจะดีกว่า แต่หากเพื่อไทยสลัดก้าวไปออกไปเลยนั้น คิดว่าเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาลภายใต้แรงกดดันจากพี่น้องประชาชน และการทำงานจะไม่ราบรื่น จากแรงสะท้อนด้านอารมณ์และความรู้สึกของประชาชน ที่ย่อมต้องมีตามมาแน่ และจะเกิดปัญหาอุปสรรคต่อรัฐบาลที่จะต้องพบเจอกับมวลชนนั้น ย่อมมีเกิดขึ้นให้เห็นแน่

จึงอยากเตือนสติเพื่อไทยไว้ว่า ทางสองแพร่งที่จะเลือกนี้ ทั้งการฉีกเอ็มโอยูผลักก้าวไกลออกไปเป็นฝ่ายค้าน หรือจะจับมือกับก้าวไกลแบบแน่นๆ นั้นควรไตร่ตรองให้ดี ว่าทางไหนจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติและยังจะเป็นผลดีต่อเพื่อไทยเองมากกว่ากัน แต่ในใจตนเองนั้นอยากสะท้อนไปถึงยังพรรคเพื่อไทยว่าประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งเมื่อรวมกัน 2 พรรคแล้วนั้นมากถึงกว่า 25 ล้านเสียง เขานั้นอยากเห็น 2 พรรคนี้ยังคงจับมือกันอยู่

Advertisement

จึงควรไปตกลงกันใน 8 พรรคร่วมดีๆ ว่า ทางออกที่ดีที่พอจะลดกันได้ พอจะถอยกันได้ เพื่อให้เดินต่อจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในห้วงเวลานี้ จะเป็นทางที่ดีกว่า และถือเป็นการดีที่สุด ใช่ว่าเมื่อได้รับไม้ต่อจากพรรคก้าวไกลแล้ว ทุกพรรคที่ไปเทียบเชิญมาซึ่งเป็นพรรคที่เป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองกัน ไม่ว่าจะนับจากอดีตหรือเมื่อคราวที่แล้วก็ตาม ที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นผลเสียต่อพรรคเพื่อไทยมาก จึงไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทยที่จะฉีกเอ็มโอยู 8 พรรคร่วมทิ้ง จึงอยากบอกว่าปรับปรุงแก้ไขเอ็มโอยูได้ แต่การสลัดทิ้ง หรือฉีกไปเลยนั้นขอขีดเส้นใต้เอาไว้ว่าไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย

ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ยังถือว่าไม่เป็นเดดล็อกทางการเมือง เพราะหากยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ พลเอกประยุทธ์ ก็ยังรักษาการณ์ไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่มีการทำงานในเชิงรุกมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นเสียหายอะไร ยอมเสียเวลาเพื่อยึดหลักการที่ถูกต้องของระบอบประชาธิปไตยจะดีกว่า จากที่เราทนมาได้ 9 ปี หากทนต่ออีกสัก 9-10 เดือนนั้นจะทำให้ระบบรัฐสภากลับมาสู่ภาวะปกติ จากการที่ ส.ว.ชุดนี้จะหมดอำนาจลงภายใต้รัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล จึงเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นคงจะไม่มีอะไรมาขัดขวางต่อการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตยได้แล้ว เพราะเสียงจากฝ่ายประชาธิปไตยนั้นเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว

และในวันที่ 27 ก.ค.นี้ หากเพื่อไทยไม่มั่นใจจริงๆ นั้น สามารถส่งหนังสือถึงประธานรัฐสภาในการเลื่อนวาระการประชุมไปก่อน มาถึงเวลานี้แล้วไม่ต้องเร่งรีบอะไร เพราะจะเป็นการไปบีบตัวเองในการไปหาข้ออ้างความชอบธรรมว่าตนเองนั้นต้องรีบจัดตั้งรัฐบาล จึงขอแนะนำว่าถ้าไม่พร้อมก็ไม่ต้องรีบให้รอรัฐบาลรักษาการณ์อยู่ต่อไปก่อน โดยเราก็ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของเราไป เพราะกระบวนการด้านนิติบัญญัตินั้นสามารถเดินได้แล้ว

แต่กระบวนการบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีนั้น ยังเป็น ครม.ภายใต้การรักษาการณ์ตามรัฐธรรมนูญ จึงขอย้ำอีกครั้งว่า ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ต้องรีบเพราะประชาชนรอได้ เพียงแต่อยากให้เห็นว่าการเลือกตั้งที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลง และไม่อยากได้ยินเสียงจากประชาชนที่บ่นกันทั่วทั้งประเทศว่า “ออกมาเลือกตั้งเพื่ออะไร ถ้าการเมืองไทยยังเป็นแบบนี้” จึงรู้สึกเป็นห่วงตรงจุดนี้ ที่ต้องมองในเรื่องพัฒนาการทางการเมืองของประเทศชาติด้วย

ส่วนพรรคก้าวไกลนั้นควรจะถอยหรือไม่นั้น มองว่าคนที่เลือกพรรคก้าวไกลเข้ามานั้นไม่มีใครอยากเห็นพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน เพราะเขาเลือกพรรคก้าวไกลเข้ามาด้วยความหวัง อยากเห็นการขับเคลื่อนนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ฉะนั้นแล้วอะไรที่พรรคก้าวไกลได้ทำงานตามที่ได้หาเสียงไว้ อย่างน้อยหากไม่ได้ทั้งหมดเพราะไม่ใช่แกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ก็ขอให้ได้ทำอะไรติดไม้ติดมือบ้าง

เช่น ในเรื่องของการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร หรือ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ก้าวไกลได้พูดไว้นั้นทำได้จริง ไม่มากก็น้อยก็ยังดีจึงไม่อยากให้ถอย เพราะไม่มีใครไปเลือกตั้งโดยที่หวังว่าพรรคที่ตนเองเลือกจะไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะทุกคนต่างคาดหวังว่าก้าวไกลจะได้เป็นรัฐบาล คน 14 ล้านเสียงเขาอยากเห็นก้าวไกลขับเคลื่อนนโยบายของตัวเอง จึงขอให้ก้าวไกลนั้นยืนหยัดให้ถึงที่สุด และไม่อยากให้ก้าวไกลถอยเองจนทำให้มวลชนเสียความรู้สึก

และหากก้าวไกลต้องถอยนั้น ยังเป็นการแสดงถึงความบิดเบี้ยวของการเมืองไทย ที่พรรคได้เสียงมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งนั้น กลายไปเป็นฝ่ายค้าน และจะสะท้อนให้เห็นถึงการบิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญ ระบบการเมืองไทย และการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียง หลังจากนี้หากเกิดภาวะจำเป็นที่พรรคก้าวไกลจะต้องไปเป็นฝ่ายค้ายนั้น มองว่าจะยังคงเหลือพรรคที่เพื่อไทยยังไม่ได้ไปเทียบเชิญ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนไทยสร้างไทย และพรรคเป็นธรรม ก็คงไม่เอาด้วย หากมีกรณีของพรรคลุงหรือภูมิใจไทยมาร่วมด้วย จึงมองเป็นว่า 3 พรรคนี้คงจะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านกับพรรคก้าวไกล ผศ.นพพรกล่าว