เครือข่ายชาวเล แถลงการณ์ปกป้องหาดไม้ขาวให้ ‘เต่ามะเฟือง’ เบรกทุนต่างชาติเช่าที่ 30 ปี สร้างโรงแรม
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม เครือข่ายชาวเล อันดามัน ออกแถลงการณ์ปกป้องหาดไม้ขาวให้เต่ามะเฟืองและพื้นที่นอนหาดชาวเลผืนสุดท้าย พร้อมมี 4 ข้อเสนอถึงภาคส่วนต่างๆ
แถลงการณ์ระบุว่า สืบเนื่องจากมีการบุกรุกปักเสาลวดหนามแสดงการครอบครอง เพื่อทำโรงแรมขนาดใหญ่ ในพื้นที่อนุรักษ์หาดไม้ขาวให้เต่าทะเลวางไข่และพื้นที่ “ประเพณีนอนหาด” พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล บริเวณหาดไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ชนเผ่ามอแกลน มอแกน อูรักลาโว้ย ทั้ง 30 ชุมชนในจังหวัดพังงาและภูเก็ตกว่า 9 พันคนที่ใช้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ดำรงประเพณี หากิน มาตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2230 เป็นเวลามากกว่า 300 ปี
ทั้งที่คนในประเทศยังไม่มีที่ดินทำกินกว่า 15 ล้านคน แต่กรมธนารักษ์กลับที่ดินให้บริษัทต่างชาติเช่าทำโรงแรมใหญ่ขนาด 504 ห้อง ขณะที่คนในจังหวัดภูเก็ตที่ยังอยู่อาศัยแบบไร้ที่ดินอาศัยจำนวนมาก รวมถึงคนท้องถิ่น
ตั้งแต่ พ.ศ.2554 พื้นที่นี้ได้ถูกกล่าวอ้างว่า เป็นเขตประกาศอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ชาวเลก็มีการร่วมกับอุทยานฯและหน่วยงานทำกิจกรรมปลูกป่า คำนึงถึงการอนุรักษ์เต่าทะเลวางไข่ เนื่องจากชาวเลเพียงทำมาหากินชั่วคราวและทำพิธีกรรมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นเวลา 3-5 วันของทุกปี หาดบริเวณนี้จึงเป็นหาดที่สงบ เหมาะที่เต่าทะเลจะขึ้นวางไข่ดังที่เป็นข่าวตลอดมา
การปักเสาลวดหนามแสดงการครอบครองนั้นเพื่อเตรียมการก่อสร้างอาคารของโรงแรม โดยพื้นที่นี้เป็นของเอกชนทุนต่างชาติประเทศสเปนร่วมกับทุนไทยในพื้นที่ เป็นเขตที่ดินราชพัสดุ ที่อาศัยนโยบาย BOI (Borad of Investment) หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจและส่งเสริมการลงทุนให้ชาวไทยและชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจในประเทศไทย และการลงทุนของคนไทยในต่างประเทศ จึงได้เช่าระยะยาว 30 ปีจากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง
แต่เนื่องจากก่อนปักเสาลวดหนามแสดงการครอบครองไม่มีการศึกษาแหล่งอนุรักษ์เต่าวางไข่ ผลกระทบที่เกิดกับทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบกับกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ไม่คำนึงถึงหลักสิทธิชนพื้นเมืองสากล หลักรัฐธรรมนูญไทย นโยบายต่างๆ เช่น ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง United Nations Declaration on thr Rights of Indigenous Peoples หรือ UNDRIP ตั้งแต่ปี 2007 โดยสาระสำคัญระบุว่า ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิในที่ดิน เขตแดน และทรัพยากร ซึ่งพวกเขาครอบครอง และเป็นเจ้าของตามประเพณี หรือเคยใช้ หรือเคยได้รับมาก่อน รัฐจักต้องให้การยอมรับและคุ้มครองในทางกฎหมาย
อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ Convention on Biological Diversity หรือ CBD มีมาตราที่ส่งเสริมภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการร่วมจัดการพื้นที่คุ้มครอง อนุสัญญานี้ไทยเข้าร่วมให้สัตยาบันเป็นภาคีแล้ว
รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 70 ยังได้ระบุ “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวนทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย”
และด้วยที่นี่เป็น 1 ในพื้นที่ 14 พื้นที่คุ้มครองครองวัฒนธรรมชาวเลตามมติและคำสั่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาในที่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน มีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะอนุกรรมการตามกรอบนโยบายในมติคณะรัฐมนตรี 2 มิ.ย.2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล
ทั้งยังมีมติ ครม. 1 ก.พ.2565 ให้แก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมและเร่งดำเนินการเรื่องพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและกะเหรี่ยง โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการดำเนินการศึกษาข้อมูลของหน่วยงานวิชาการเพื่อเสนอให้มีนโยบายประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลใน พ.ศ.2566
เครือข่ายชาวเล อันดามัน จึงมีข้อเสนอดังนี้
1.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เร่งทบทวนการอนุญาตให้เอกชนเช่าที่เพื่อสร้างโรงแรม เพราะจะส่งผลกระทบกับพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงพื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟือง และเขตพื้นที่นอนหาดตามวิถีวัฒนธรรมชาวเลผืนสุดท้าย และมีคำสั่งให้โรงแรมที่ได้เช่าพื้นที่ที่ต้องรื้อถอนเสารั้วลวดหนามออก และชะลอการดำเนินการใดๆ จนกว่าการจะมีแนวทางการแก้ปัญหาเสร็จสิ้น
2.ให้กระทรวงการคลังยุติการดำเนินการอนุญาตให้เช่าที่ดิน เพราะท่านจะถือเป็นผู้ทำลายล้างพื้นที่วางไข่ของเต่าและทำลายวิถีวัฒนธรรมชาวเลอันดามัน
3.ให้กระทรวงวัฒนธรรมเร่งประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ประเพณีนอนหาดชาวเล
4.ขอให้สื่อและสังคมร่วมจับตาติดตาม ร่วมสื่อสารช่วยเรียกร้อง ไม่ให้รัฐเอื้อที่ดินชายหาดแห่งนี้ให้ทุนข้ามชาติ ให้เกิดความเป็นธรรมทางนโยบาย กฎหมาย และหยุดการใช้อำนาจทั้งจากรัฐและนายทุนผู้มีอิทธิพล
พวกเราชาวเลจะร่วมกับเครือข่ายภาคี มุ่งมั่น สู้ ยืนหยัด บนหลักการสิทธิและกฎหมายที่สร้างสรรค์ สันติและเป็นธรรม เพื่อรักษาแผ่นดินชายหาดไม้ขาวให้ชาวไทยและต่างชาติได้มาพักผ่อน ให้ชาวเลได้ดำรงวิถีวัฒนธรรม ให้สัตว์และพืช โดยเฉพาะเต่าทะเลได้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป
ด้วยศรัทธาในพลังประชาชนและความเป็นธรรม
เครือข่ายชาวเล อันดามัน
แถลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2566 ณ จังหวัดภูเก็ต

