หน้าแรก ภูมิภาค ‘ครูจุ๊ย’ ชี้...

‘ครูจุ๊ย’ ชี้ เคสพ่อลูกผูกคอตาย สะท้อนรัฐทำหน้าที่ไม่ดีพอ แนะ รื้อทั้งระบบ

5.08.23 | 15:12 น.

‘ครูจุ๊ย’ ชี้ เคสพ่อลูกผูกคอตาย สะท้อนรัฐทำหน้าที่ไม่ดีพอ แนะ รื้อทั้งระบบ อย่าแก้ปัญหาด้วยการลูบหน้าปะจมูก

กรณีมีคนไปพบศพ นายไพบูลย์ โจมรัมย์ หรือแอ๊ด อายุ 31 ปี และ น้องข้าว อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผูกคอติดกับตัวบ้านลักษณะศพหันหน้าเข้าหากัน ที่บ้าน ต.สาวเอ้ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ สภาพศพเริ่มเน่าเปื่อย คาดเสียชีวิตมาประมาณ 3 วัน ชาวบ้านไปพบศพเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ หรือครูจุ๊ย กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน จากที่ทราบครอบครัวนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 3 ปีแล้ว และอยู่ในสภาวะยากจนมาเป็นระยะเวลานานมาน นั่นหมายถึงว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไม่ถึงครอบครัวนี้เลย นี่คือ 1 ปัญหาที่เราพบจากข่าวนี้ นอกจากนี้ ได้พบอีกปัญหาหนึ่ง คือ น้องกำลังเขียนจดหมายขอทุนเรียนดีของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งแปลว่าครอบครัวนี้สามารถเข้าถึงโอกาสได้รับการช่วยเหลือบ้าง แต่สุดท้ายกลับไม่ทัน และมาจบชีวิตเสียก่อน

น.ส.กุลธิดากล่าวต่อว่า สัญญาณเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณที่น่ากังวล น่าเป็นห่วง และเป็นสัญญาณที่รุนแรงส่งถึงสังคมแล้ว ว่ากลไกภาครัฐ ยังไม่ฟังก์ชั่นได้ดีเพียงพอ และกลไกชุมชนในสังคมก็ไม่สามารถช่วยกันได้ ส่วนหนึ่งคนในสังคมรอบตัวอาจจะเจอความยากลำบากเช่นกัน จึงไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างไร และอาจจะเข้าไม่ถึงองค์ความรู้ว่าถ้าช่วยไม่ได้แล้วจะสามารถไปติดต่อทางไหน หน่วยงานไหน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้บ้าง

น.ส.กุลธิดากล่าวต่อว่า ซึ่งก็วนกลับมาเรื่องเดิมว่ารัฐยังทำหน้าที่ไม่ดีพอ โดยเรื่องนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตนเข้าใจว่าทางโรงเรียนพยายามช่วยเหลือน้องเต็มที่แล้ว ไม่อย่างนั้นน้องจะไม่มีใบสมัครทุน กสศ. แต่สิ่งที่อยากให้ทบทวนมากๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นกลไกช่วยเหลือจาก พม. และกลไกการขอทุนของนักเรียนยากจน ที่อาจจะทบทวนกระบวนการ ว่าจะทำยังไงให้กระบวนการช่วยเหลือเกิดขึ้นเร็วที่สุด เพราะบางชีวิตเขารอไม่ได้ และครอบครัวนี้เขาก็รอมาแล้ว 3 ปี

Advertisement

“คิดว่าสังคมต้องตื่น แล้วถ้ารัฐยังทำไม่ได้ดีพอ พวกเราในฐานะประชาชนต้องเรียกร้องให้รัฐจัดการเรื่องนี้ให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ ให้เร็วกว่านี้ ให้เข้าถึงตัวเด็กไวกว่านี้ ไม่ควรมีเด็กหรือใครที่ต้องตายเพราะความจน เราอยู่ในสังคมที่เราต้องดูคนตายต่อหน้าต่อตา เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้ชีวิต และถ้าเรามองภาพใหญ่จะพบว่าในประเทศเรา จะมีเด็กที่ยากจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น สวัสดิการต่างๆ เช่น การไปโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางตรง หรือแอบแฝง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นมาก ถ้าเด็กทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น” น.ส.กุลธิดากล่าว

น.ส.กุลธิดากล่าวต่อว่า เราไม่สามารถคาดหวังว่าภาครัฐโดยเฉพาะส่วนกลางทำทั้งหมดได้ แต่ส่วนกลางสามารถกระจายอำนาจ และสนับสนุนกลไกของพื้นที่ที่เป็นกลไกใยแมงมุมที่ทราบปัญหาของพื้นที่ดี ให้มาทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยงานในท้องที่ เพื่อที่จะสามารถจำแนก แยกแยะ และช่วยเหลือคนที่ยากลำบากให้เร็วกว่านี้ ทั้งนี้ ตนมองว่า ไม่ใช่เรื่องของระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการลงทำงานกับชุมชน เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ที่จะป้องกันปัญหา เคสนี้น่าโกรธ เพราะปัญหานี้เราป้องกันได้ แต่เราทำไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่ายังมีครอบครัวอีกหลายครอบครัวทั่วประเทศที่ประสบเหตุการณ์นี้หรือไม่ น.ส.กุลธิดากล่าวว่า ตนเห็น 2 ปรากฏการณ์ 2 แบบ คือ 1.เราจะเห็นเคสเหล่านี้มากขึ้นด้วยโชเชียลมีเดียที่มีมากขึ้น เช่น เคสของน้องเตยที่อยู่กับคุณย่าตาบอด เป็นต้น และ 2.เราเริ่มเห็นความรุนแรงในครอบครัวที่แสดงออกมาในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรงกับเด็กที่มีเพิ่มมากขึ้น ทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันครอบครัวในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันครอบครัวที่มีสถานะทางสังคมที่แย่กว่ามาตรฐาน บ้านไหนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน นอกจากที่ไม่สามารถดูแลครอบครัวของตนได้แล้ว ยังจะสร้างปัญหาอื่นตามมา เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่นั้นบีบบังคับให้ครอบครัวนั้นมีคุณภาพที่แย่ลงเรื่อยๆ ตนคิดว่าถ้าเราไม่แก้ด้วยการมองแบบทั้งระบบ ไปแก้ปะผุ ทีละจุด ปัญหาไม่มีทางหายไป ยังไงต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบงบประมาณ ระบบราชการ ระบบการศึกษาที่จะต้องเป็นพื้นที่ให้กับเด็กๆ ระบบสาธารณสุข ที่จะมารองรับเมื่อเขาพบเจอปัญหา และระบบของ พม.ที่จะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา ซึ่งระบบต่างๆ จะต้องทำงานด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

“ถึงเวลาที่รัฐต้องเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ไม่มีวันที่จะแย่ลงน้อยกว่านี้ มีแต่จะหนักกว่านี้ เพราะสิ่งที่เราเจออยู่คือวิกฤตหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ครอบครัวจำนวนมากต้องยากจนด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ และถ้าเรามองผ่านแว่นของเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนของการดูแลคนให้สามารถใช้ชีวิตเหนือเส้นความยากจนมันถูกกว่าต้นทุนที่จะไปรักษาเขาเมื่อเขาเป็นโรค ไปแก้ปัญหาเมื่อเด็กและครอบครัวแตกสลายไปแล้ว อยากส่งสัญญาณให้หน่วยงานรัฐเร่งทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ อย่างน้อยๆ อยากให้เคสนี้ทำให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกได้อีกแล้ว” น.ส.กุลธิดากล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม