หน้าแรก ภูมิภาค แม่วอนสื่อ ช่...

แม่วอนสื่อ ช่วยลูกขี่มอเตอร์ไซค์ ถูกสายสื่อสาร เกี่ยวคอเกือบขาด ร้องเอาผิดใครไม่ได้

14.08.23 | 18:16 น.

แม่วอนสื่อช่วยลูกขี่รถเกี่ยวสายสื่อสารคอเกือบขาดร้องเอาผิดใครไม่ได้

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ น.ส.น้ำใจ แซ่ลี อายุ 35 ปี ชาวต.มหาโพธิ อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ หลังจากได้รับการร้องเรียนว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้วานให้ลูกชาย คือ ด.ช.ประภินวิทย์ อายุ 14 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปหาเจ้าของบ้านที่ตนพักอาศัยอยู่ เพื่อจ่ายค่าเช่า ลูกชายจึงได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจ่ายค่าเช่าบ้านให้

โดยมีหลานชาย คือ ด.ช.อภินันต์ อายุ 8 ปี ซ้อนท้ายรถไปด้วย ซึ่งก็ได้ขับขี่ไปจ่ายค่าเช่าให้กับเจ้าของบ้าน ที่อยู่ห่างกันไปประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ขากลับปรากฏว่า ลูกชายและหลานชาย ประสบอุบัติเหตุรถไปชนต้นไม้ริมทางจนล้มคว่ำ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากในระหว่างขี่มาคอของลูกชายได้ไปเกี่ยวกับสายสื่อสารที่ห้อยลงมากลางถนน จนทำให้ได้รับบาดเจ็บกันทั้งคู่

น.ส.น้ำใจเล่าว่า เหตุการณ์วันนั้น ตอนแรกตนคิดว่า ลูกชายและหลานแค่ประสบอุบัติเหตุขี่รถคว่ำเพียงเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงจุดที่เกิดเหตุ กับต้องตกใจ เมื่อไปเห็นกองเลือดกองใหญ่ที่บริเวณใต้ต้นไม้ริมทางถนน ส่วนทั้ง 2 ไม่พบตัวอยู่ในจุดเกิดเหตุแล้ว เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้มารับพาตัวทั้งคู่ รีบไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลเก้าเลี้ยวก่อนหน้าที่ตนจะเดินทางมาถึง

จึงได้สอบถามชาวบ้านที่มาดูเหตุการณ์ จึงพบต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุมาจากสายสื่อสาร ซึ่งในขณะที่ลูกชายขี่และหลานชายซ้อนกันตามเส้นทางเดิมเพื่อจะกลับบ้าน จู่ๆ คอของลูกชายก็ได้ไปเกี่ยวกับสายสื่อสารที่ห้อยลงมาจากเสาไฟฟ้าริมทางอย่างแรง จนรถเซเสียหลักไปชนต้นไม้ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดถูกสายเกี่ยวไปประมาณ 10 เมตร

Advertisement

อีกทั้ง ชาวบ้านยังเล่าด้วยว่า ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บหนัก โดยเฉพาะลูกชาย ถือว่าสาหัส เนื่องจากถูกสายไฟบาดคออย่างรุนแรง จนเกือบเห็นหลอดลม เลือดไหลทะลักไม่หยุด

“ตอนนั้น กลุ่มชาวบ้านพาฉันไปดูจุดสายสื่อสารที่ห้อยลงมาจากเสาไฟ พร้อมกับตัดสายไว้ให้บางส่วน เพื่อให้หนูเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากนั้น หนูก็รีบให้สามีพาไปหาลูกและหลานชายที่โรงพยาบาล แต่ปรากฏว่า ลูกชายสาหัสหนักหน่วง และถูกนำตัวส่งไปรักษาบาดแผลต่อยังโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ อ.เมืองนครสวรรค์ แล้ว และเมื่อหนูกับสามีตามไป

ก็พบหมอเดินเข้ามาบอกว่า ลูกของหนูโชคดี ที่โดนสายบาดไม่ถึงหลอดลม ไม่เช่นนั้นคงจะมีอาการหนักกว่านี้แน่ ซึ่งสุดท้าย หมอต้องเย็บแผลที่คอให้ลูกชายหนูไปถึง 32 เข็ม และต้องเย็บที่นิ้วมือด้วยอีก 10 กว่าเข็ม เนื่องจากเอ็นนิ้วขาด ส่วนหลานชาย บาดเจ็บจากการถูกสายไฟเกี่ยวเป็นรอยไหม้ และล้มหน้าไปกระแทกพื้น จนปากแตก”

น.ส.น้ำใจเล่าต่อไปว่า หลักจากเกิดเหตุการณ์ ตนและสามีได้ไปแจ้งความเอาไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เก้าเลี้ยว ซึ่งก็ได้มีการประสานให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในท้องที่ให้ตรวจสอบสายสื่อสารที่ทำให้ลูกเกิดอุบัติเหตุ ว่าเป็นสายอะไร ของหน่วยงานใดด้วย โดยทางนั้น รับปากว่าจะเร่งดำเนินการตรวจสอบ และรีบแจ้งผลให้ทราบ หลังจากนั้น ตนก็ไปอยู่ดูแลลูกชาย ที่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมานานถึง 5 วัน หมดค่าใช้จ่ายไปแล้วในเบื้องต้น มากกว่า 13,000 บาท

  แต่จนถึงขณะนี้ เวลาผ่านมานานถึง 16 วันแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการตรวจสอบใดๆ จึงทำให้ตนยังไม่สามารถไปร้องเอาผิดเจ้าของสายสื่อสารดังกล่าวได้ เลยต้องมาร้องผ่านสื่อ เพื่อให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงในการกระตุ้นหน่วยงานที่ตนไปร้อง ให้เร่งตรวจสอบ และแจ้งผลให้ทราบโดยด่วน เพราะตอนนี้ ครอบครัวแทบแทบจะไม่มีเงินแล้ว เนื่องจากหมดกับค่ารักษาไปเยอะ ประกอบกับ ตนและสามีมีอาชีพขายไก่ย่างเพียง ซึ่งรายได้ ก็มีไม่มากเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ลูกชายของ น.ส.น้ำใจ ยังคงต้องหยุดเรียนเพื่อพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านอีกสักระยะ เนื่องจากยังมีอาการข้างเคียงจากการปวดระบม ซึ่งร้าวกระทบไปถึงช่องปาก ทำให้กินข้าวและกลืนลำบาก

แต่ล่าสุด หลังจากที่ น.ส.น้ำใจ มาร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว ปรากฏว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเร่งดำเนินตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที โดยเฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ.นครสวรรค์ ได้มีการทำหนังสือแจ้งเชิญไปยังหลายหน่วยงานที่ร่วมใช้เสาไฟของการไฟฟ้า ให้มาร่วมประชุมในช่วงเช้าของวันที่ 15 สิงหาคม 2566 เพื่อเตรียมหารือแนวทางการเยียวยาค่าสินไหมเพื่อทดแทนให้กับ ลูกชายและหลานชายของ น.ส.น้ำใจ แล้ว