“ทนายอั๋นบุรีรัมย์” นำเหยื่อถูกเต็นท์รถมือสองฉ้อโกง ร้องอัยการภาค 3 ประกาศท้าชนคนอยู่เบื้องหลัง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 กันยายน สำนักงานอัยการภาค 3 นครราชสีมา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋นบุรีรัมย์” ได้นำผู้เสียหายถูกเต็นท์รถมือสองรายใหญ่ใน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ฉ้อโกงในการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถทั้งรายเก่าและรายใหม่ โดยเป็นชาวบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และนครราชสีมา กว่า 40 คน เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนกับอธิบดีอัยการภาค 3 เพื่อขอให้มีคำสั่งฟ้องในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ซึ่งได้มอบหมาย ร.ต.อ.บัณฑิต กระโทกนอก อัยการจังหวัดนครราชสีมา เป็นตัวแทนมารับหนังสือแทนและได้สอบถามข้อมูลกับกลุ่มผู้เสียหาย เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานในการหาแนวทางช่วยเหลือตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

นายภัทรพงศ์ “ทนายอั๋นบุรีรัมย์” เปิดเผยว่า คดีนี้ยืดเยื้อกว่า 6 ปี ก่อนหน้านี้ได้ทวงถามไปสำนักการอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีความเห็นสั่งฟ้องเพียงข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายจึงกังวล เนื่องจากยังไม่มีการฟ้องผู้กระทำผิดโทษฐานความผิดที่เหมาะสมแก่การกระทำและพฤติการณ์ ต้องฟ้องฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากมีพฤติการณ์หลอกลวง โฆษณาเชิญชวนสร้างแรงจูงใจประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุคลื่น FM แพร่กระจายไปหลายจังหวัดในภาคอีสาน รวมทั้งโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ให้ประชาชนเข้ามาทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนซื้อ-ขายรถ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจได้กำชับ สั่งฟ้องข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ผู้เสียหายจำนวน 170 คน เพื่อซับน้ำตาให้กับเหยื่อ สูญเสียทรัพย์สิน หลายรายต้องชดใช้หนี้สินผ่อนชำระหนี้โดยสูญเปล่าที่ไม่มีรถเป็นทรัพย์สินครอบครอง
จากกระแสข่าวแอบอ้างมีญาติที่เป็นใหญ่เป็นโตชักใยอยู่เบื้องหลังในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีทางแพ่งนำมาใช้เป็นกลไกหลอกลวงประชาชน ซึ่งผู้กระทำผิดลุแก่อำนาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง การขายรถให้เหยื่อซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป จากนั้นได้ก่อเหตุบุกไปโจรกรรมรถของประชาชนที่บ้านพัก อย่างไรก็ตามไม่ว่าบุคคลที่แอบอ้างมีบารมีมากเพียงใด ตนจะใช้ชื่อเสียงและกระแสสังคมต่อสู้กับความอยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เบื้องต้นอัยการภาค 3 รับเรื่องร้องเรียน พร้อมรวบรวมพฤติการณ์ของผู้กระทำผิดเพิ่มเติม และพิจารณาสั่งฟ้องภายในวันที่ 30 กันยายน
นางสมหมาย ราศีทอง อายุ 52 ปี ชาว ต.หนองพระ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ เผยว่า ซื้อรถยนต์จากเต็นท์ของเสี่ยรายนี้ ด้วยเงินสดในราคา 450,000 บาท แต่ยังไม่ได้สมุดเล่มหลักฐานการครอบครองเพราะจ่ายไปเพียง 4 แสนบาทเหลือค้างชำระอีก 50,000 บาท ได้ตกลงกันว่าจะโอนให้ภายหลังพร้อมกับเอกสารการครอบครอง เมื่อนัดหมายการชำระจ่ายเงินที่ค้างอยู่ ปรากฏว่ายังไม่ได้เอกสารการครอบครอง มีการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จากนั้นได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์คาดว่าเป็นคนของเสี่ยเต็นท์รถได้บุกมาขโมยรถยนต์ไป และข่มขู่เรียกเงินอีก 50,000 บาท ตนต้องรับผิดชอบและสูญเสียทรัพย์สินไปทั้งหมด 5 แสนบาท ทั้งๆ ที่ตกลงราคากันไว้ 450,000 บาท

นายกวง จุติประโพน อายุ 51 ปี ชาว อ.เมือง บุรีรัมย์ เผยว่า ซื้อรถบรรทุก 6 ล้อ ราคา 500,000 บาท ใช้เป็นพาหนะหลักในการประกอบอาชีพได้เพียง 4 เดือนก็ถูกบุกมาขโมยรถ 6 ล้อไป โดยเสี่ยอ้างว่าไม่ยอมจ่ายเงินที่ค้างชำระไว้ 50,000 บาท ภายหลังทราบว่ารถที่ตนซื้อมาก็เป็นรถที่ถูกขโมยมาอีกทอดหนึ่งมีการปลอมแปลงเอกสารการครอบครอง ปัจจุบันต้องแบกรับภาระกู้หนี้ยืมสินเพื่อดาวน์รถ 6 ล้อมาใช้เพื่อประกอบอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกดินเพื่อชดใช้หนี้ต่อไป ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและติดตามยึดทรัพย์เพื่อชดเชยความเสียหายให้กับกลุ่มเหยื่อหลายๆ ราย ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

