สหกรณ์เลย ชี้แจง หลังชาวบ้านร้อง ยืมเงิน 3 พัน ถูกยึดบ้าน-ที่ดิน
กรณี นางดวงจันทร์ อายุ 61 ปี และนายประสิทธิ์ อายุ 57 ปี พร้อมกับลูกหลาน ได้มาร้องสื่อขอความเป็นธรรม ถูกสหกรณ์การเกษตรยึดบ้านที่ดิน ทั้งๆ ไม่เคยลงมือเซ็นอะไร ขึ้นศาลก็ไม่ได้ขึ้น จู่ๆ มีหมายศาลยึดที่ดินและบ้าน ขอร้องสื่อผ่านถึงผู้มีอำนาจ รัฐบาลใหม่ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดูแลเรื่องกฎหมายข้อบังคับระบบของสหกรณ์นั้น
เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายวงศ์ชัย ไชยโย สหกรณ์จังหวัดเลย ได้ออกมาชี้แจงว่า จากกรณีดังกล่าว สหกรณ์การเกษตรประชาสามัคคีตำบลโนนปอแดง จำกัด ที่ตั้ง อำเภอผาขาว จังหวัดเลย ประเภทการเกษตร จดทะเบียนจัดตั้ง 31 สิงหาคม 2543 เลิกสหกรณ์ 17 มิถุนายน 2554 ในเบื้องต้นสหกรณ์ดังกล่าว ได้กู้ยืมเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โครงการสนับสนุนสินเชื่อ ในการจัดหาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือปี 2544 ตามสัญญาเลขที่ 13/2545 กันยายน 2545 ต้นเงินกู้ตามสัญญา จำนวน 300,000 บาท ดอกร้อยละ 9 บาทต่อปี โดยสหกรณ์ดังกล่าวตั้งแต่ได้เงินไป ไม่เคยจ่ายเงินทั้งต้นและดอกสักบาทเดียว จนถึงปี 2554 ทางสหกรณ์จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องขึ้น และศาลได้พิพากษาถึงที่สุด พร้อมกับการยึดทรัพย์
นายวงศ์ชัย กล่าวต่อว่า ซึ่งมูลหนี้ตามคำพิพากษา ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 16 คน กล่าวคือ สหกรณ์การเกษตรประชาสามัคคีตำบลโนนปอแดง จำกัด (ที่ 1) และพวก (คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ 15 คน) ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชอบชดใช้ต้นเงิน และดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามสัญญาเงินกู้กองทุนรวมฯ ตามฟ้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 429,746.73 บาท แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 16 คนร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 บาทต่อปี

นายวงศ์ชัย กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย ได้มีกระบวนการบังคับคดีกับลูกหนี้ ตามคำพิพากษาทุกรายโดยเสมอภาค กล่าวคือ มีการสืบทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน และได้เคยบังคับคดีโดยการอายัดเงินฝากธนาคารลูกหนี้ ตามคำพิพากษาจำนวน 2 ครั้ง รวมลูกหนี้ตาม คำพิพากษาที่กรมส่งเสริมสหกรณ์อายัดเงินฝากธนาคาร จำนวน 12 ราย
ซึ่งผู้ร้องทั้ง 2 คน คือนางดวงจันทร์ อายุ 61 ปี และนายประสิทธิ์ อายุ 57 ปี มีรายชื่อเป็นคณะกรรมการ ก็จัดอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ตามคำพิพากษา ที่ถูกอายัดเงินฝากธนาคารเช่นกัน รวมจำนวนเงินที่อายัดได้ทั้งสิ้น 68,123.48 บาท
นายวงศ์ชัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดี มูลค่าการบังคับคดีและการชำระหนี้ดังกล่าวยังไม่คุ้มมูลหนี้ตามคำพิพากษา จึงต้องมีการสืบทรัพย์เพิ่มเติม ในส่วนการสืบทรัพย์เพิ่มเติมของลูกหนี้ทั้งปวงตามคำพิพากษาไม่พบทรัพย์อื่นแต่อย่างใด พบเพียงทรัพย์ของผู้ร้องทั้ง 2 ราย (ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง) และยังอยู่ในห้วงระยะเวลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนด
“แต่ในส่วนของการช่วยเหลือใน 2 ราย ทางสหกรณ์ได้พยายามประสานมาตลอด ในการที่จะอายัดทรัพย์และจะขายทอดตลาด แต่ได้พูดคุยกับนายประสิทธิ์บ้างแล้ว แต่นางดวงจันทร์ เราไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งเรามองว่าเป็นผู้เดือดร้อนในขณะนี้ แต่กระบวนการยึดทรัพย์และขายทอดตลาด ทางสหกรณ์ยังคงให้ชะลอการขายทอดตลาด เพื่อให้ท่าน 2 มีโอกาสได้พูดคุยและหาแนวทางมาชำระ ซึ่งแนวทางของกรมยังมีมาตรการส่วนหนึ่งมีข้อยกเว้นชำระในเรื่องของดอกเบี้ย ซึ่งจะมีการช่วยเหลืออีกชั้นหนึ่ง แต่ต้องมีการชำระบางส่วนก่อน” นายวงศ์ชัย กล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ป้าร่ำไห้ ยืมเงินแค่ 3 พัน ถูกสหกรณ์ ‘ยึดบ้าน’ ที่เก็บเงินสร้างทั้งชีวิต อีกรายไม่เคยกู้ก็โดน


