เมียแรงงานไทยในอิสราเอลเผย รู้ว่าเสี่ยงแต่ผัวยังอยากทำงานต่อ เพื่อหาเงินใช้หนี้-สร้างบ้าน
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ น.ส.อมรรัตน์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/1 บ้านหนองยาง หมู่ 2 ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นภรรยาของนายธีรศักดิ์ หรือเบน อายุ 25 ปี หนึ่งในแรงงานไทยที่ไปทำงานอยู่ในเมืองภาคกลางตอนบนของประเทศอิสราเอล (ญาติขอสงวนชื่อเมือง) โดยพบว่าครอบครัวติดตามข่าวสารข้อมูลสถานการณ์สงครามในประเทศอิสราเอลทางสื่อต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นห่วงนายธีรศักดิ์ว่ายังมีความปลอดภัยอยู่หรือไม่
น.ส.อมรรัตน์กล่าวว่า สามีของตนไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลได้ 1 ปี 1 เดือนแล้ว ก่อนเดินทางไป สามีบอกว่าอยากจะไปทำงานหาเงินมาปลดหนี้ค่าผ่อนรถกระบะ แล้วนำเงินที่เหลือมาสร้างบ้านใหม่ โดยไปทำงานอยู่ในไร่สตรอว์เบอร์รี ในเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ภาคกลางตอนบนของประเทศอิสราเอล หลังจากเดินทางไปอิสราเอล ตนกับสามีก็มีการวิดีโอคอลติดต่อสื่อสารกันมาตลอด ซึ่งช่วงแรกสามีก็บอกว่าสถานการณ์ปกติดี ไม่มีการยิงกันแต่อย่างใด และเมื่อเงินเดือนออกก็ส่งเงินมาให้ครอบครัวใช้ทุกเดือน เดือนละ 20,000-30,000 บาท โดยตนได้นำเงินส่วนหนึ่งไปผ่อนรถกระบะ และส่วนหนึ่งก็ไว้ใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งนี้สามีได้เงินเดือนประมาณ 50,000 บาท โดยมีสัญญาทำงานที่อิสราเอล 5 ปี 3 เดือน หลังจากที่เกิดสงครามขึ้นมา ตนก็รู้สึกเป็นห่วงสามีมาก เมื่อคืนก็วิดีโอคอลถามสามีว่ากลัวหรือไม่ สามีก็บอกว่ากลัว เมื่อถามอีกว่าอยากจะกลับบ้านหรือไม่ สามีบอกว่าไม่อยากกลับตอนนี้ เพราะต้องการทำงานหาเงินส่งมาให้ครอบครัวได้อยู่สุขสบาย
โดยส่วนตัวแล้ว ตนอยากให้สามีกลับบ้าน เพราะดูจากข่าวแล้วสถานการณ์น่ากลัวมาก รู้สึกเป็นห่วงสามีมาก เพราะตอนนี้ตนก็มีลูกชายอยู่ 2 คน อายุ 3 ขวบ กับ 5 ขวบ เขายังไม่รู้อะไร เมื่อถามหาพ่อ ตนก็ได้แต่บอกว่าพ่อไปทำงาน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ตอนนี้ตนจึงอยากให้สามีกลับมาบ้านก่อน ถ้าอยากไปทำงานต่างประเทศอีก ก็ให้ทำเรื่องสมัครไปทำงานที่ประเทศอื่นที่มีความปลอดภัยกว่านี้ดีกว่า เพราะตอนนี้ในเมืองที่สามีทำงานอยู่ ก็เริ่มมีเหตุการณ์ไม่ปกติบ้างแล้ว โดยมีเสียงสัญญาณไซเรนดังเตือนเป็นระยะๆ และที่สำคัญเพื่อนสนิทของสามี คือนายพงษธร ขุนอินทร์ อายุ 25 ปี ชาวบ้านหมู่ 5 ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ก็เป็นหนึ่งใน 11 คนไทย ที่ถูกกลุ่มฮามาสควบคุมตัวไปด้วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ จึงทำให้ตนรู้สึกเป็นห่วงกลัวสามีจะไม่ปลอดภัยด้วย แต่สามีก็ยังคงยืนยันว่าอยากจะอยู่ทำงานต่อ เพราะที่นั่นรายได้ดีกว่าทำงานในประเทศไทยมาก

