หน้าแรก ภูมิภาค แม่-ยายร่ำไห้...

แม่-ยายร่ำไห้รอรับศพแรงงานไทยกลับบ้านเกิด เผยได้กลิ่นเหม็นโชย เหมือนลูกกลับมาดูบ้านที่สร้างไว้

19.10.23 | 17:16 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประสานนำร่างคนไทยที่เสียชีวิต จากเหตุความไม่สงบในประเทศอิสราเอล ชุดแรก 8 คน กลับประเทศไทย ด้วยสารการบิน EI AI เที่ยวบินที่ LY 083 ออกจากอิสราเอล ในวันที่ 19 ต.ค.เวลา 20.00 น. และถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันที่ 20 ต.ค.เวลา 08.50 น. โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้นำศพประกอบด้วย 1.นายพงษธร ขุนศรี จ.นครราชสีมา 2.นายพิชิต นาจันทร์ จ.ขอนแก่น 3.นายชัยรัตน์ สานุสันต์ จ.อุดรธานี 4.นายอานันต์ เพชรแก้ว จังหวัดชัยภูมิ 5.นายพงษ์พัฒน์ สุชาติ จ.ศรีสะเกษ 6.นายอนุชา โสภากุล จ.อุดรธานี 7.นายพงษ์เทพ กุสะรัมย์ จ.ขอนแก่น 8.นายธนกฤจฒ์ ปรากฎวงษ์ จ.สุโขทัย

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านนายอนุชา โสภากุล หรือแจ็ค อายุ 28 ปี พบพ่อแม่ ญาติพี่น้อง รวมตัวกันอยู่ที่บ้าน เพื่อจัดเตรียมนำร่างนายอนุชามาตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้าน โดยมีเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวเดินทางมาสอบถามและช่วยเตรียมงาน

โดยนางสมพิศ อินทรวิเศษ อายุ 49 ปี แม่นายอนุชา เล่าว่า ตนมีลูก 3 คน อนุชาเป็นคนโต เรียนจบชั้น ปวส.ช่างยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ อนุชาเดินทางไปทำงานเกษตร สวนอะโวคาโด ประเทศอิสราเอล เงินเดือน 3-4 หมื่นบาท สัญญาจ้าง 5 ปี ทำงานได้ 4 ปีแล้ว ส่วนน้องชายอีก 2 คนก็เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน อนุชาส่งเงินมาใช้หนี้ ธกส.หมดแล้ว เหลือแต่หนี้ กยศ. 3 แสนบาท ใช้หนี้ปีละครั้ง หลังจากหมดหนี้ก็ได้สร้างบ้าน และบ้านสร้างเสร็จแล้ว เป็นเงินกว่า 8 แสนบาท อยู่ที่ อ.ประจักษ์คิลปาคม แต่อนุชาจะกลับมาบ้านเมื่อหมดสัญญาจ้าง แต่มาได้รับข่าวร้ายว่าลูกเสียชีวิต ก็ได้แต่ร้องไห้เสียใจ อยากให้เป็นแค่ฝันร้าย อยากให้ลูกโทรกลับมาบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่พอทางการยืนยันจะนำร่างกลับมาบ้าน ก็แน่ใจว่าลูกเสียชีวิตจริง ส่วนค่าเยียวยายังไม่ทราบ

Advertisement

“ดิฉันมีลางสังหรณ์ หลังทราบข่าวว่าลูกเสียชีวิตตั้งแต่วันแรก และติดต่อลูกไม่ได้ ก็ได้แต่นั่งรอฟังข่าว ไปนอนอยู่บ้าน ที่ลูกสร้างไว้เพราะคิดถึง พอนั่งอยู่ในบ้าน ก็ได้กลิ่นเหม็นคล้ายศพโชยมา และได้ยินเสียงประตูห้องลูกเปิดเข้าเปิดออก และกลิ่นเหล้าและกลิ่นบุหรี่ คล้ายกับลูกยังมีชีวิตอยู่ ความฝันของลูกกลับมาแล้วก็อยากกลับมาทำเศรษฐกิจพอเพียง และซื้อวัวมาให้พ่อแม่เลี้ยง ลูกคงจะรู้ว่าตัวเองเสียชีวิตแล้ว จึงกลับมาบ้านบอกแม่ คิดว่าลูกเสียชีวิตแล้ว หลับตาหรือลืมตาก็เห็นแต่หน้าลูก อยากบอกดวงวิญญาณว่าให้ไปขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่ต้องห่วงใยพ่อแม่ และน้องไปได้ดีทุกคน ทำงานมามากแล้ว” นางสมพิศกล่าว

ส่วนนางสนิท โสภากุล อายุ 81 ปี เล่าทั้งน้ำตาว่า รู้ว่าหลานเสียชีวิตแล้ว ยังทำใจไม่ได้ เพราะหลานชายอยากไปทำงานหาเงินมาให้ครอบครัวได้ใช้จ่าย ตนเลี้ยงหลานมาตั้งแต่เกิด รักมากสนิทสนมกับตนมาก รักหลานมากกว่าลูก เพราะหลานเป็นคนนิสัยดี หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็เอามาฝากย่า ให้หลานไปดี ไม่ต้องห่วงย่า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ครอบครัวจะนำศพนายอนุชามาตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้าน 20-22 ตุลาคม 2566 และจะทำพิธีฌาปนกิจในวันที่ 23 ตุลาคม 2566