นายก ส.คนพิการเพชรบูรณ์ แนะรัฐบาลเร่งแก้ไขหนี้สินในครัวเรือน ไม่เห็นด้วยแจกเงินดิจิทัล หนุนให้โอกาส-อาชีพคนพิการ
วันที่ 26 ตุลาคม 2566 นายสมเกียรติ คำโสม นายกสมาคมคนพิการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลเศรษฐาควรมุ่งแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องก่อน เพราะเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานของประชาชนคนไทย จริงๆ หากคนไทยมีเศรษฐกิจที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี สังคมที่ดีก็จะเกิดขึ้นตามมา ส่วนเรื่องเกษตรกรรม เพราะประเทศไทยเป็นประเทศแห่งเกษตรกรรมและยกเป็นครัวของโลกก็ว่าได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าฝ่ายประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่ผลิต แต่ไม่ได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะผลกำไรจากผลผลิตเท่าที่ควร ขาดการสนับสนุนของภาครัฐ โดยไม่สามารถควบคุมราคา โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตต่างๆ ได้
นายกสมาคมคนพิการจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าวว่า ส่วนประเด็นการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะมองเห็นประโยชน์ที่จะได้มาไม่เท่าที่ควร ปัญหาที่รัฐบาลเศรษฐาควรจะต้องแก้คือเรื่องหนี้สินครัวเรือน ให้คนไทยมีงานทำ มีการจ้างงานที่เหมาะสม ฐานะของสังคมในปัจจุบันที่เราเห็นกันคือ ค่าครองชีพค่อนข้างสูงแต่รายได้ ไม่บาลานซ์กับค่าครองชีพ ฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลจึงควรมองการแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน
“สำหรับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะเราจะเอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัด อย่างเช่น กลุ่มวัยรุ่นซึ่งเราให้ไปแล้วจะไม่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือไปซื้อของนอกรายการ เพราะในทางปฏิบัติจริงๆ แล้วคงมีปัญหา อาทิ การนำเงินส่วนนี้ไปซื้อเหล้า ซื้อเบียร์ แล้วลงบัญชีว่าซื้อสบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ ถ้ารัฐบาลเศรษฐาต้องการจะช่วยให้สถานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นจริงๆ เปลี่ยนจากให้คนละ 10,000 บาท มาเป็นครอบครัวละ 50,000 บาท เพื่อที่ครัวเรือนนั้นๆ จะได้เอาไปลงทุนทำมาหากิน ค้าขายหรือทำการเกษตรต่างๆ ผมคิดว่าจะเป็นการช่วยแบ่งเบาหรือลดภาระกันได้ นอกจากการปลดภาระหนี้สิน” นายสมเกียรติกล่าว
นายสมเกียรติกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีครอบครัวหรือครัวเรือนประมาณราว 2 ล้านครอบครัว ถ้าครัวเรือนละ 50,000 บาท ก็แสนกว่าล้านบาท แต่เราต้องนำเงินมาแจกถึง 560,000 ล้านบาท การแจกให้ครอบครัว 50,000 บาท น่าจะเห็นผลมากกว่า เพราะผู้นำในครอบครัวสามารถที่จะเอาไปลงทุน เอาไปซื้อวัวซื้อควายมาเลี้ยงได้ จะเอาไปลงทุนทำการเกษตรหรือค้าขายก็ได้ แต่หากให้คนละ 10,000 บาท จะเอาไปซื้ออะไร ดีไม่ดีวัยรุ่นเอาไปซื้อยาบ้ายาเสพติด สิ่งเหล่านี้ใครจะรับผิดชอบ ถ้าหากมีผลกระทบต่อสังคม
“ในอดีตมีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วเมื่อคราวสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็แจกเงินแต่พอแจกปุ๊บ ก็มีการนำเงินไปซื้อเหล้าซื้อเบียร์กินกัน ถามว่าเกิดประโยชน์หรือได้ประโยชน์จริงไหมกับประชาชน ในมุมมองของผมเชื่อว่าเป็นการปลูกฝังความเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้ารัฐบาลนี้แจกเงินให้ เชื่อหรือไม่สมัยหน้าก็ต้องแจกอีก เป็นการสร้างนิสัยให้คนไทย เป็นผู้รอรับอย่างเดียว พอไม่ได้ก็เรียกร้องเพื่อที่จะได้มา ทำให้คนไทยไม่คิดจะดิ้นรน หรือสร้างความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น ฉะนั้นผมจึงเชื่อว่า จะเป็นผลกระทบค่อนข้างมาก” นายกสมาคมคนพิการจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าว
นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาเรื่องของคนพิการซึ่งมองในภาพรวมทั้งประเทศ การประกอบอาชีพของคนพิการ นอกจากจะขาดโอกาสแล้วยังมีโอกาสที่น้อยกว่าคนปกติ อาชีพของคนพิการบางกลุ่มซึ่งจำเป็นต้องมีอยู่ อาทิ การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นอาชีพที่คนพิการถนัดและทำมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2517 แต่ปัจจุบันนี้การจำหน่ายสลากไม่มีการควบคุม เหมือนคนพิการถูกรังแก ถูกทอดทิ้ง คือส่วนหนึ่งอย่างที่ทราบทำลอตเตอรี่ดิจิตอล และอีกส่วนหนึ่งมีการกระจายไปตามกลุ่มที่มีอำนาจ
นายสมเกียรคิกล่าวว่า อาชีพของคนพิการซึ่งมีค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว จึงมองว่าอาชีพเหล่านี้ควรจำกัดให้คนพิการเป็นหลักอาทิ อาชีพการจำหน่ายสลาก อาชีพนวดแผนไทยสำหรับคนตาบอด เพราะว่ากรอบอาชีพของคนพิการค่อนข้างมีน้อย จะไปทำอาชีพอื่นๆ อย่างคนปกติก็คงลำบาก จึงอยากให้รัฐบาลเศรษฐามองถึงปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้คนพิการสามารถที่จะยืนอยู่ได้ เลี้ยงครอบครัวได้ไม่เป็นภาระต่อสังคม เพราะฉะนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเศรษฐาหันมาเหลียวแลคนพิการ อย่างน้อยที่สุดอาชีพการจำหน่ายสลากกินแบ่ง ควรมีกรอบที่ชัดเจน และกำหนดให้เป็นอาชีพของคนพิการโดยเฉพาะ
นายสมเกียรติกล่าวว่า ส่วนประเด็นเรื่องการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันนั้น ก็เป็นปัจจัยในส่วนที่คนพิการเองก็ต้องใช้เหมือนคนปกติทั่วไปเช่นกัน ซึ่งคนพิการไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ แล้วถ้าหากรัฐบาล มีส่วนลดค่าน้ำค่าไฟให้กับคนปกติ คนพิการก็ควรจะได้รับส่วนนี้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเรามองเห็นความสำคัญตรงนี้ แต่โดยตามหลักจริงๆแล้ว ถ้าเศรษฐกิจดีคนพิการมีงานทำ มีรายได้สามารถจะเลี้ยงตัวเองได้และเป็นดูแลจุนเจือครอบครัวได้ ก็สามารถจะจ่ายค่าสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเหล่านี้ได้ ผมจึงมองว่าประเด็นเหล่านี้รัฐบาลควรจะต้องดูแลแก้ไขเศรษฐกิจก่อน
นายกสมาคมคนพิการจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าวว่า อีกประเด็นคือเรื่องของสวัสดิการของคนพิการ ซึ่งปัจจุบันนี้ค่อนข้างน้อย อาทิ ด้านการศึกษา คนพิการมีโอกาสเข้าถึงทุนการศึกษา หรือสวัสดิการจากภาครัฐค่อนข้างน้อย รัฐบาลควรสอนให้เรารู้จักหาปลากินเอง โดยให้โอกาสคนพิการ ไม่ใช่สงสารคนพิการ แค่หยิบยื่นโอกาสให้กับคนพิการ โดยเฉพาะอาชีพการงาน ส่งเสริมด้านการศึกษาให้เข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อให้คนพิการสามารถต่อยอดไปทำมาหากินเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระกับสังคม และที่สำคัญที่สุดคือหน่วยงานของภาครัฐ ต้องเป็นตัวนำร่องก่อน ไม่ใช่ออก พ.ร.บ. คนพิการมาแล้วบังคับให้บริษัทห้างร้านที่มีคนตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะต้องจ้างคนพิการเข้าไปทำงาน 1 คน
นายกสมาคมคนพิการกล่าวว่า แต่องค์กรภาครัฐมีตั้งแต่ ฝ่ายการปกครอง องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ต่างๆ ฯลฯ ไม่ต้อง 1 ต่อร้อย แต่ 1 องค์กร 1 ตำบลมี 1 ท้องถิ่นอยู่แล้ว หากให้โอกาสคนพิการเอาแค่ 1 คนเข้าไปทำงานจะได้หรือไม่ ซึ่ง อปท.ทั้งประเทศมีเท่าไหร่หากคนพิการสามารถ มีโอกาสเข้าไปทำงานได้ ก็จะลดภาระต่อสังคมและยังเป็นการช่วยเหลือดูแลครอบครัวได้อีกด้วย ที่สำคัญคนพิการสามารถสื่อสารกับคนพิการได้ค่อนข้างดี เพราะจะรู้ถึงความต้องการอะไร ซึ่งจะได้ช่วยตอบสนองคนพิการได้อย่างถูกต้อง
“ทุกวันนี้คนปกติตัดสินใจให้กับคนพิการ ยกตัวอย่างเช่น คนพิการอยากจะได้ผ้าห่ม แต่เอากางเกงไปให้เขา จึงไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าการบูรณาการตรงนี้ควรจะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ ความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงสิทธิ์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ฯลฯ คนพิการส่วนหนึ่งอาจจะพิการแค่ร่างกาย แต่ไม่ใช่ว่าจะสมองเสื่อมไปด้วย บางคนมีสมองปัญญาดีสามารถตีแผ่ความรู้ออกมาช่วยเหลือสังคมประเทศชาติได้ดีเช่นกัน” นายสมเกียรติกล่าว

