ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกรณีคดีที่ทางศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เข้าในเขตหมู่เกาะอาดังราวี อุทยานแห่งชาติตะรุเตาได้ โดยเฉพาะรีสอร์ตที่สร้างบนเนื้อที่บนเกาะอาดังประมาณ 5 ไร่กว่า และมีการต่อสู้คดีนี้มายาวนานถึง 7 ปี
ล่าสุด นายปณพล ชีวะเสรีชล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้เดินทางเข้าพบผู้ว่าเพื่อชี้แจงรายละเอียดปัญหา เรื่องรีสอร์ตที่สร้างบนเนื้อที่ของอุทยานฯให้กับทางผู้ว่าราชการจังหวัด สตูลรับทราบปัญหาที่ผ่านมาเท่านั้น ส่วนการลงพื้นที่ของทางอุทยานฯเพื่อจะลงไปติดป้าบประกาศทำการรื้อถอนนั้น ทางอุทยานฯต้องขอความชัดเจน ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนต่อไปทางอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ต้องรอคำสั่งจากกรมอุทยานแห่งชาติ และทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการว่า จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป หลังศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาตัดสินแล้วนั้น
นายปณพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ซึ่งพบว่าต้องรอให้นักกฎหมายทางอุทยานฯ วิเคราะห์ตามคำพิพากษาของศาลอีกครั้ง เพื่อออกเป็นคำสั่งให้ทางอุทยานแห่งชาติตะรุเตาดำเนินการอย่างไรต่อไป หลังพบว่ามีบางคำพิพากษา ที่ต้องปรึกษานักกฎหมายของกรมอุทยานฯให้ช่วยตีความ ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าจะมีคำสั่งออกมา ให้เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504
ขณะที่ทางนายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า ให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างนำร่องในการปราบปรามบรรดารีสอร์ตที่บุกพื้นที่ของรัฐ และหากตรวจสอบเสร็จว่าผิดตามศาลสั่งและทางกรมอุทยานฟันธงชัดเจนในเรื่องการสั่งรื้อถอนได้ เราก็จะใช้เป็นโมเดลตัวอย่าง ส่วนเรื่องบรรดารีสอร์ตเถื่อนที่มีข่าวว่า ลักลอบสร้างโดยไม่ขออนุญาตอย่างถูกต้อง หรือฉ้อโกงโดยมีภาครัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาตทำรีสอร์ตที่พักขึ้นมาในพื้นที่ของทางจังหวัดสตูล ถ้าเราตรวจพบเจอจริงๆ ก็จะจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มเหล่านี้ และเราถือเป็นการปฎิบัติตามนโยบายของทางรัฐบาลหรือทาง คสช.ในเรื่องการปราบปรามการทุจริตและเรื่องการบุกรุกพื้นที่ดินของอุทยานฯหรือหน่วยงานรัฐ

