ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ร.ท.ยงยุทธ ปัญญารัตน์ ทหารค่ายฝึกรบพิเศษประตูผา จังหวัดลำปาง ได้พาผู้สื่อข่าวขึ้นชมภาพเขียนสีโบราณซึ่งถูกค้นพบโดยร้อยเอกชูเกียรติ มีโฉม(ในขณะนั้น)ระหว่างทำการฝึกไต่เชือกบริเวณหน้าผา ในปี พ.ศ. 2531 คือเมื่อ 28 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่6เชียงใหม่จึงได้ร่วมกับค่ายฝึกรบพิเศษประตูผาทำการขุดค้นเพื่อศึกษาพร้อมกับทำการคัดลอกภาพเขียนสีขึ้นในบริเวณแหล่งโบราณคดีประตูแห่งนี้ในปี 2541ซึ่งพบว่าแหล่งโบราณแห่งนี้เป้นประเภทแหล่งฝังศพและแหล่งเขียนสีของคนยุคประวัติศาสต์ที่สำคัญในเขตภาคเหนือตอนบน สันนิฐานว่าเทคนิคการเขียนภาพโบราณดังกล่าวมีอายุราว 2,800-3,000 ปี มาแล้ว โดยภาพเขียนสี แบ่งเป็น 7 กลุ่มเขียนโดยรอบผนังถ้ำซึ่งมีความยาวกว่า 500 เมตร ได้แก่
กลุ่ม 1 ชื่อผาเลียงผา จะพบภาพมือ ภาพสัตว์คล้ายเต่า นก เก้งหรือเลียงผา กลุ่มที่ 2 ชื่อ ผานกยูง จะมีภาพคล้ายนกยูงและมีภาพสัตว์อื่น อาทิ กระรอก มือคน กลุ่มที่ 3 ชื่อ ผาวัว มีภาพวัวและคนที่คล้ายกำลังประกอบพิธีกรรมอยู่หน้าสัตว์ขนาดใหญ่คล้ายวัว กลุ่มที่4 ชื่อผาเต้นระบำ มีภาพเล่าเรื่องของกลุ่มบุคคลที่มีทั้งหญิงชายกำลังเคลื่อนไหวคล้ายเต้นระบำ กลุ่มที่ 5 ชื่อผาหินตั้ง มีภาพสัตว์คล้ายวัวและการประกอบพิฑีกรรมการฝังศพในวัฒนธรรมหินตั้ง กลุ่มที่6 ชื่อผานางกางแขน มีภาพมือ สัตว์ และภาพบุคคลคล้ายสตรียืนยกแขนสองข้างขึ้นเหนือศรีษะ กลุ่มที่ 7 ชื่อผาล่าสัตว์และกระจง มีภาพมือ ภาพสัตว์คล้ายกระจงและภาพบุุคคลเพศชายกำลังถือบวงบาศเพื่อจับสัตว์ประเภทวัว และมีบุคคลในลักษณะคล้ายกำลังฝึกสอนวัว
และจากการตรวจสอบสีที่เขียนซึ่งเป็นสีแดงพบว่าเป็นสายแร่เหล็กสีแดงผสมกับยางไม้และไขสัตว์ และพบว่าสถานที่แห่งนี้มีภาพเขียนมากที่สุดใหญ่ที่สุดใหญ่ที่สุดในเอเซียและในภาคเหนือรวม 1,872 รูปและอายุยาวนานร่วม3,000ปี
อย่างไรก็ตาม ที่น่าสลดใจคือขณะนี้ได้มีนักท่องเที่ยวได้นำสีไปเขียนข้อความ รูปภาพไว้ตามผนังถ้ำซึ่งมีรูปเขียนโบราณอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่ประตูจึงขอประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสถานที่แห่งนี้ขอให้ช่วยกันรักษา ถ่ายภาพไปชื่นชมและเป็นที่ระลึกได้แต่ห้ามมิให้ขูดขีดเขียนใดๆลงไปในผนังถ้ำโดยเด็ดขาด หากพบจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ภาพเขียนโบราณเหล่านี้ถูกทำลายและเสื่อมค่าลง และสำคัญคือเพื่อให้ลูกหลานได้เห็นสิ่งมีคุณค่าเหล่านี้ต่อไป


