หน้าแรก ภูมิภาค ‘โรคไอก...

‘โรคไอกรน’ ระบาดชายแดนใต้ทำทารกดับ

28.11.23 | 17:00 น.

จับตา ‘ไอกรน’ โรคที่พบมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุดทารก 1 เดือน ที่สุไหงปาดีเสียชีวิต

นพ.เอกวิทย์ จินดาเพ็ชร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ขณะนี้พบการแพร่ระบาดของโรคไอกรนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น โดยที่จังหวัดนราธิวาสข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-14 พฤศจิกายน 2566 พบผู้ป่วยเข้านิยามโรคไอกรนทั้งหมด 61 ราย เป็นผู้ป่วยยืนยัน 30 ราย อัตราป่วย 3.68 ต่อแสนประชากร เป็นผู้ป่วยเข้าข่าย 16 ราย และเป็นผู้ป่วยสงสัย 15 ราย พบผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย เป็นเด็กทารกอายุ 1 เดือน มีภูมิลำเนาอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ติดมาจากครอบครัว ขณะนี้รักษาผู้ป่วยในครอบครัวหมดแล้ว

นพ.เอกวิทย์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยกระจายตัวอยู่ใน 8 อำเภอ คือ อำเภอบาเจาะ อำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอสุไหงปาดี อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอรือเสาะ อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ อำเภอเจาะไอร้อง ทั้งนี้ ยังมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายอำเภอโดยไม่มีความเชื่อมโยงกัน สำหรับอำเภอบาเจาะ ที่พบผู้ป่วยมากที่สุด โดยตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2566 พบผู้ป่วยเข้าข่าย และในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 พบผู้ป่วยยืนยัน รวมจำนวนผู้ป่วยตามนิยาม จำนวน 43 ราย จาก 5 ตำบล จึงได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (EOC) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับโรคไอกรน เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจและเกิดอาการไอที่สังเกตได้ง่ายคือ ไอซ้อนๆ ติดๆ กัน 5-10 ครั้งแบบหายใจไม่ทัน จึงหยุดไอ และมีอาการหายใจเข้าลึกๆ เป็นเสียงวี้ด สลับกับการไอเป็นชุดๆ โรคดังกล่าวติดต่อกันง่ายจากการไอ จาม รดกันโดยตรง ผู้สัมผัสโรคที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจะติดเชื้อ พบมากในเด็กที่ติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัวซึ่งมีการติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หากพบอาการในลักษณะนี้โปรดรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยโรคและรับยามารับประทาน โดยโรคไอกรนสามารถรักษาให้หายได้ง่ายหากพบอาการและรักษาได้ไว ด้วยการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-7 วัน

Advertisement

นอกจากนี้ นพ.เอกวิทย์กล่าวว่า สิ่งที่อยากย้ำคือการรณรงค์ให้เด็กเข้ารับวัคซีนตามเกณฑ์ เนื่องจากในจังหวัดนราธิวาสพบว่าอัตราความครอบคลุมของวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก และไอกรนในเด็กวัยศูนย์ถึง 5 ปี ยังต่ำ โดยวัคซีนเข็ม 3 มารับวัคซีนเพียง 62% วัคซีนเข็ม 4 มารับวัคซีนเพียง 50% วัคซีนเข็ม 5 มารับวัคซีนเพียง 45% ซึ่งหากจะทำให้การป้องกันโรคเกิดประสิทธิภาพ ต้องครอบคลุม 95% ส่วนปัจจัยที่ทำให้มีการฉีดวัคซีนในเด็กกลุ่มเป้าหมายน้อย สาเหตุหลัก คือ กังวลว่าเด็กรับวัคซีนแล้วจะป่วยไข้แล้วกระทบกับการประกอบชีวิตของผู้ปกครอง และผู้ปกครองไม่มีเวลาว่างในการนำเด็กมารับวัคซีน การแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวเบื้องต้นได้เปิดคลินิกวัคซีนเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ เพราะหากเด็กไม่สบายผู้ปกครองจะได้ดูแลในช่วงวันหยุดได้สะดวกมากขึ้น ดังนั้น เด็กรายใดที่ได้รับวัคซีนยังไม่ครบขอให้รีบไปรับวัคซีนให้ครบ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอใกล้บ้าน