เสียง ‘คนในพื้นที่’ สู่คณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ชุดใหม่ ยังหวัง ‘ประชาชน’ เข้าถึงได้มากขึ้น

จากซ้าย บาบอเซ็ง มะลี-เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ-อุสมาน พันศักดิ์ คุ้มครองพันธ์

เสียงสะท้อนเจรจาสันติภาพใต้ ก้าวสู้ปีที่ 20 ภายใต้คณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่

จากกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 344/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ โดยมี นายฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย และมีคณะพูดคุย ประกอบด้วย เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ, ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม, โดยมีผู้แทนสำนักงาน สมช., ผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นคณะพูดคุย และเลขานุการร่วม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายบาบอเซ็ง มะลี ประธานชมรมโรงเรียนเอกชนในระบบ อ.มายอ จ.ปัตตานี ให้ความเห็นว่า จากบทบาทที่ตนเป็นคณะประสานงานระดับพื้นที่ฝ่ายนักวิชาการศาสนาด้วย การทำเวทีประชาชนระบบเดิมนั้นแม้มีอยู่ แต่ยังน้อยเกินไปในระดับพื้นที่และไม่เป็นวาระประชาชน ไม่เป็นสาระท้องถิ่น ยังเข้าถึงประชาชนได้ไม่มากนัก

นายบาบอเซ็งระบุว่า มีเวทีหนึ่งที่สำคัญคือสภาประชาธิปไตยตำบล แต่ปรากฏว่าเวทีนี้เป็นเวทีประชุมทั่วไป ไม่ได้ลงลึกไปที่การแก้ปัญหาการพูดคุยสันติสุขเลย อีกทั้งเป็นการทำงานแบบราชการ ทำให้ไม่มีการเข้าถึงแก่นของการแก้ปัญหาได้เลย ผมเคยจัดที่อำเภอแล้ว แต่การจัดการต่อนั้นไม่มีการรับลูกต่อเลยไปไม่ได้ไกล

Advertisement

“สำหรับการตั้งคณะพดคุยชุดใหม่นี้ ส่วนตัวมองเห็นว่าเป็นการวางแผนแบบระบบราชการ ซึ่งดูตัวบทบาทหลักแล้วบางคนไม่มีส่วนในการทำงานเลย หมายความว่าไม่ได้มีการเจาะจงทำเรื่องนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ คิดว่าอาจทำให้ไม่มีการดำเนินงานต่อจากที่ทำมาแล้ว และไม่น่าจะคืบหน้ามากนัก ถ้าระบบการพูดคุยวางตัวแบบราชการมากไป ซึ่งฝ่ายคิดต่างไม่เคยไว้ใจฝ่ายรัฐอยู่แล้วอาจจะแย่ลงไปกว่าเดิมอีก” นายบาบอเซ็งระบุ

นายบาบอเซ็งระบุกล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังอะไร ไม่น่าจะคืบหน้าอะไร ถ้าเป็นแบบนี้น่าจะห่างไกลประชาชน ระดับรากหญ้าจะเข้าถึง ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันนั้นความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าปัจจุบันตลอดเหตุการณ์ที่ผ่านมายาวนาน 20 ปีแล้ว ฝ่ายทหารและฝ่ายความมั่นคงเขาทำงานกันมานาน อำนาจการตัดสินใจต้องให้กับฝ่ายทหารด้วย เพราะเขาอยู่ในพื้นที่มานานมาก รู้เรื่องความเคลื่อนไหว และเข้าถึงพื้นที่เข้าถึงประชาชนมากขึ้น

“หากให้ฝ่ายปกครองมีอำนาจมากไป การประชุม การพูดคุยไม่มีทางถึงชาวบ้านได้เลย อยากเสนอให้มีการประชุมวาระนี้เป็นวาระประชาชน มีการประชุมสัญจรจากระดับอำเภอไปสู่ตำบล ลงพื้นที่ให้มากขึ้น วงพูดคุยเวทีการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ ต้องลงพื้นที่ให้ไปถึงชุมชน ถึงชาวบ้านมากขึ้น จะต้องจัดเวทีตามโรงเรียนเอกชน อบต. เวทีชาวบ้าน สภาเกษตรต่างๆ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

“ถ้าเป็นอย่างนี้จะแก้ไขปัญหาได้ทุกมิติ ทั้งด้านความเป็นอยู่ สังคม ความมั่นคง การติดตามการทำงานของภาครัฐตามนโยบายต่างๆ ด้วย การแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ ก็จะตามมาเองในที่สุด” นายบาบอเซ็งกล่าว

ขณะที่ นายอุสมาน พันศักดิ์ คุ้มครองพันธ์ จากองค์กรภาคประชาชนชายแดนใต้ สะท้อนว่า พอเห็นรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งก็ไปกระตุ้นความรู้สึก จึงต้องไปแสวงหาความรู้ต่อว่ากระบวนการของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างไร จะเก็บเกี่ยวการพูดคุยในครั้งต่อไปมาทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้คือความคาดหวังของคนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

นายอุสมานกล่าวว่า มีหลายประเด็นที่อยากจะนำเสนอต่อคณะพูดคุยชุดใหม่ เป็นเรื่องที่เกิดจากความรู้ ติดตามสถานการณ์มานาน บวกกับความรู้สึกที่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งในปัจจุบันนั้นน่าจะมีการสะท้อนความรู้สึกอย่างแท้จริงของคนในพื้นที่บ้าง เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลในการพูดคุยครั้งต่อไป จึงได้จัดแบ่งประเด็นไว้ 4 ประเด็นในการสำรวจความรู้สึกและความรู้ที่เห็นมา ควรตั้งไว้เป็นระยะๆ โดยเริ่มตั้งแต่ 1.ช่วงก่อนเริ่มความขัดแย้ง (ความรู้สึกในช่วงก่อนปี 2547 ความเป็นอยู่ครอบครัว, สังคม, การเมือง, เศรษฐกิจ, ความสุข/ทุกข์)

2.ช่วงเริ่มความขัดแย้ง (ตั้งแต่ปี 2547 ความเป็นอยู่ครอบครัว, สังคม, การเมือง, เศรษฐกิจ, ความสุข/ทุกข์)

3.ช่วงเริ่มหาข้อยุติความขัดแย้ง เช่น ต้องประเมินการพูดคุยสันติสุขที่ตั้งคณะทำงานพูดคุยที่ผ่านมา คำนึงการออกกฎหมายคุ้มครองการซ้อมทรมาน การบังคับใช้, การปลด พ.ร.ก.ในพื้นที่, การหยุดยิงช่วงเดือนรอมฎอน, การลดจำนวนทหารในพื้นที่, การลดอัตราลูกจ้าง 4,500 บาทในพื้นที่ เป็นต้น

และ 4.ช่วงหลังการทำข้อตกลงสันติสุขและปลดเงื่อนไขความต้องการของกลุ่มผู้เห็นต่าง (ดี/ไม่ดี/แก้ไข/ปรับปรุง/รู้/ไม่รู้/มีผลกระทบทางตรง/ทางอ้อมกับชีวิตเราอย่างไร)

นายอุสมานกล่าวด้วยว่า การพูดคุยในประเด็นความขัดแย้งทั้ง 4 หัวข้อที่กล่าวมานั้นควรจัดตั้งคณะทำงานที่ลงไปพูดคุยกับกลุ่มคน หรือคนในพื้นที่ใหม่ๆ และควรหาวิธีจัดตั้งคณะทำงานพูดคุยในพื้นที่โดยกลไกธรรมชาติ เช่น สำรวจความคิดเห็นคนที่เห็นด้วยจัดเป็นกลุ่มหนึ่ง คนที่ไม่เห็นด้วยจัดเป็นกลุ่มหนึ่ง และคนที่เห็นต่างจัดเป็นกลุ่มหนึ่ง เพื่อช่วยกันหาจุดร่วมในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน

“การพูดคุยต้องให้เห็นถึงความสำคัญต่อข้อคิดเห็นของคนพูดคุยและนำมาแก้ไข หรือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการพูดคุยสันติสุขให้มีความคืบหน้ามากขึ้น” นายอุสมานกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image