ครูสาวไม่ทน ร้อง สตง. สอบเงินอาหารกลางวัน โรงเรียนดัง จ.หนองคาย ส่อจัดซื้อไม่โปร่งใส เด็กได้กินของไม่ได้มาตรฐาน
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 (จังหวัดอุดรธานี) นางสาวมีกวินท์ หรือครูวิม อายุ 36 ปี ครูปฐมวัย โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.หนองคาย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายชาญเดช วีระกุล อายุ 59 ปี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.6) ว่า ขอให้ช่วยตรวจสอบเงินโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน โรงเรียน หรือ Thai school lunch ย้อนหลัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2564-2566
ครูวิมให้ข้อมูลว่า หลักฐานต่างๆ ไม่สอดคล้องกัน หรือไม่ตรงตามความเป็นจริงกับเงินที่ โครงการอนุมัติเงินมา 27 บาท/คน ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 90 คน รวมเป็นเงิน 2,484 บาท แต่โอนเงินมาให้ตนเอง ซึ่งเป็นครูที่ดูแลอาหารกลางวันเด็ก เพียง 1,400 บาท โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารค่าใช้จ่าย ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง สลิปการโอนเงิน คลิปวิดีโอ และภาพถ่าย ขณะเด็กนักเรียนนั่งกินข้าวในโรงอาหาร ที่อาหารและภาชนะไม่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้
”ยกตัวอย่างเช่น ภาชนะที่ใส่อาหาร ส่วนอาหารจะเป็นผัดมาม่า ต้มมาม่า แกงไก่ มีเนื้อไก่และหมูน้อยมาก ส่วนของหวานบางวันก็จะเป็นขนมซองต์ทั่วไป ที่ไม่ใช่ของหวานที่ทำให้เด็กได้รับประทานกันแบบร้อนๆ บางวันใบสั่งทำอาหารระบุ ให้ทำบะหมี่เกี๊ยว กับผลไม้แก้วมังกร แต่กลับกลายเป็นแกงเผ็ด บวชฟักทอง บางครั้งในใบสั่งทำอาหาร ระบุราคาหมูบด 8 กิโลกรัม แต่โอนเงินให้ซื้อ 4 กิโลกรัม ถือว่าการบริหารจัดการไม่โปร่งใส และเด็กนักเรียนก็ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และครบถ้วนตามวัย หลังจากเรื่องแดงขึ้น ตนก็อยู่ในโรงเรียนอย่าโดดเดี่ยว และขณะนี้ตนก็คิดหาทางขอย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่น เพราะถูกต่อว่าทำให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง”
ครูวิมเล่าอีกว่า หลังได้ร้องไปทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) หนองคาย เขต 1 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้มีการตั้งคณะกรรมการลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ในวันที่ 15 มกราคม 2567 จนทำให้ผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าว ได้ปรับเปลี่ยนโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนให้ดีขึ้น และได้มาตรฐานแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2567 เป็นต้นมา หลังจากตนถูกผู้บริหารโรงเรียน มีคำสั่งไม่ให้มายุ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก
”โดยผู้บริหารโรงเรียนได้เพิ่มเงินค่าใช้จ่าย โครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน จากเดิม 1,400 บาท เป็น 1,700 บาท และอ้างว่าส่วนเงินที่เหลือ ได้จ้างแม่ครัวและซื้อแก๊สหุงต้มมาประกอบอาหาร ซึ่งเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตนเพียงอยากให้เด็กๆ ได้มีอาหารที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพเท่านั้น ไม่ได้มีอคติกับโรงเรียนและผู้บริหารแต่อย่างใด และอยากให้ตรวจสอบเงินค่าใช้จ่ายของโครงการนี้ย้อนหลัง และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับโรงเรียนอื่นๆ อีกต่อไป”
นายชาญเดช วีระกุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.6) เปิดเผยว่า หลังจากหนังสือร้องเรียน ทางสำนักงานก็จะมีระเบียบในการตรวจสอบเรื่องว่า เข้าหลักเกณฑ์ตามระเบียบหรือไม่ แล้วจะมีการพิจารณาโดยเร็ว หากเข้าหลักเกณฑ์การตรวจสอบตามลำดับ แต่ต้องเข้าพิจารณาตามหลักเกณฑ์ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งถ้ามีการพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์ ทางเราก็จะจัดทีมงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง
”ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจะดูว่ามีความผิดระดับไหน แต่ถ้ามีความผิด ทางเราก็สามารถดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาด ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบเงินโครงการอาหารกลางวัน ของโรงเรียนที่ถูกร้อง หากตรวจสอบพบว่ามีมูลเข้าข่ายการทุจริต หรือทำผิดกฎหมาย ทางเราก็ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. รับไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

