ผู้การยโสธร เซ็นลงดาบ ‘ร.ต.อ.กัมปนาท’ ให้ออกจากราชการเหตุประพฤติชั่วร้ายแรง มีผล 30 ม.ค. มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน พร้อมตั้งกก.สอบ
เมื่อวันที่ 31 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ภิรมย์ สวนทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ลงนามในหนังสือคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ที่ 51/2567 ลงวันที่ 30 มกราคม 67 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ระบุว่า ด้วยร.ต.อ.กัมปนาท พิมพ์ภู รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรป่าติ้ว มีกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดในคดีอาญา กล่าวคือ วันที่ 29 มกราคม 2567 ได้มีนางอรุณี (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี ยายของผู้เสียหาย มาพบพนักงานสอบสวนแจ้งว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2566 เวลาประมาณ 10.00 น. น.ส.เอ (นามสมมุติ) ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ออกจากบ้านมากับน้องสาวได้ขับขี่มาจอดที่ข้างที่ว่าการอำเภอป่าติ้ว แล้วเดินไปซื้อขนมจีบที่หน้าโรงพยาบาลป่าติ้ว
เมื่อเดินกลับมาที่จอดรถไว้พบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร.ต.อ.กัมปนาท พิมพ์ฏ อายุ 50 ปี ทราบชื่อภายหลัง ยืนอยู่ที่บริเวณหน้าทางเข้า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) อำเภอป่าติ้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกสอบถาม น.ส.เอถึงใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ และการไม่ได้สวมหมวกนิรภัย ซึ่งน.ส.เอไม่มีใบอนุญาตมาแสดงและไม่ได้สวมหมวกนิรภัย อีกทั้งจะเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 2,000 บาท หลังจากนั้นจึงได้นำตัวน.ส.เอ ไปที่ห้อง หลังห้องเรียนของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนแล้วได้กระทำชำเราผู้เสียหาย แล้วกลับออกมาจากห้อง
และน.ส.เอ ได้กลับบ้านไปพบนางอรุณี ซึ่งเป็นยาย จึงได้แจ้งเหตุที่เกิดขึ้นให้ทราบ แล้วผู้เสียหายกับนางอรุณี จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนได้รับเป็นคดีอาญาที่ 36/2566 ลงวันที่29 มกราคม 2567 ข้อหากระทำชำเราเด็กอายุมากกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงเป็นความผิดฐาน กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เหตุเกิดในวันที่ 29 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ณ ที่ห้องหลังห้องเรียนของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอป่าติ้ว อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร
อาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 119 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน สอบสวนในเรื่องดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้(1) พันตำรวจโท พิจิต พิจารณ์รองผู้กำกับการ(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรคำเขื่อนแก้ว เป็นประธานกรรมการ (2) พันตำรวจโท สุภาพ อาสาสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรคำเขื่อนแก้ว เป็นกรรมการ (3) ร้อยตำรวจเอก สุพัตร ชนะกิจ รองสารวัตร(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรคำเขื่อนแก้ว เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2547 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น เมื่อคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วยให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังลงนามในหนังสือคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร ที่ 52/2567 ลงวันที่ 30 มกราคม 67 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการตำรวจไว้ก่อน ระบุว่าด้วย ร.ต.อ.กัมปนาท พิมพ์ภู รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรป่าติ้ว ตำแหน่ง เลขที่ 1307115020207 อัตราเงินเดือน ระดับ ส.1 ขั้น 33.5 ( 39,190 บาท /6 กรกฎาคม 2566 ) ออกจากราชการไว้ก่อน
พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน และมีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 3(1) คือ ผู้นั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญาในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ และผู้ที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการมิได้รับเป็นทนายแก้ต่างให้ และผู้มีอำนาจดังกล่าวพิจารณาเห็นว่า ถ้าให้ผู้นั้นคงอยู่ในราชการอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ และได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการสอบสวนพิจารณาคดีที่เป็นเหตุให้สั่งพักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 8 จึงให้ ร.ต.อ.กัมปนาท พิมพ์ภู ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
อนึ่ง ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ ต่อ ก.ตร. ได้ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 141 ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันทราบคำสั่งและหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือภายใน 90วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ผุดอีก! เปิดแชต ‘ร.ต.อ.’ หื่นจีบน.ร.หญิง แฉ เป็นวิทยากรสอนป้องกันตัวคุกคามทางเพศ
- ฉาวอีก!เพจดังเผย ร.ต.อ.พานักเรียนหญิงม.5 ล่วงละเมิด ข้างโรงพัก ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ
- ผบ.ตร.สั่งออกจากราชการไว้ก่อน ตั้ง กก.สอบ ‘ร.ต.อ.’ ขืนใจนักเรียน ม.5 ไร้เงินจ่ายค่าปรับ
- ‘ร.ต.อ.’ สภ.ป่าติ้ว รับขืนใจ น.ร.วัย 17 จริง ตร.เตรียมฝากขัง แม่ปลอบผู้เสียหายไม่ห่าง
- ‘ร.ต.อ.’ สภ.ป่าติ้ว นอนคุก ศาลไม่ให้ประกัน คดีขืนใจนักเรียนวัย 17 ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ

