หนุ่มอ้างถูก 3 ตร.ชักปืนจ่อหัวค้นรถ สุดท้ายเงินหาย 3,500 บาท แจ้งความไป 2 เดือนเรื่องไม่คืบ ผกก.หนองแคแจง มี ตร.จริง 2 นาย อีก 1 เป็นอาสา ชี้ 2 ฝ่ายพูดไม่ตรงกัน ต้องสอบปากคำพยานเพิ่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายวีรชาติ หรือ แป๊ะ อายุ 33 ปี ร้องเรียนสื่อมวลชน อ้างว่าถูกชายฉกรรจ์ 3 คนบุกเข้ามาใช้ปืนจ่อหัวและขอตรวจค้นภายในรถเพื่อหาสิ่งผิดกฎหมายแต่ไม่พบ หลังจากตรวจค้นเสร็จเงินในกระเป๋ากางเกงหายไป 3,500 บาท จากนั้นจึงไปแจ้งความที่ สภ.หนองแค เรื่องผ่านมากว่า 2 เดือน แต่คดีไม่คืบหน้า
นายวีรชาติระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 ขณะตนขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนกรุงเทพมหานคร มาจอดอยู่บนถนนภายในซอยสุขาวดี ต.โคกแย้ อ.หนองแค จ.สระบุรี เพื่อที่จะมาหาเพื่อน และสอบถามหาซื้อถ่านหุงต้มเพื่อจะนำไปขายต่อ จากนั้นมีรถกระบะรีโว่ 4 ประตูสีดำเข้ามาจอดท้ายรถ โดยมีชายฉกรรจ์ 3 คนลงมาจากรถ และชักปืนออกมาจ่อที่ตนเอง บังคับให้ลงรถ ซึ่งตนตกใจว่าใครมาทำอะไร ตนสงสัยว่าเป็นตำรวจหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่มีการแสดงบัตรอะไรมาให้รู้ โดยพูดบังคับให้ลงจากรถมา ถ้าไม่ลงมาจะยิง

นายวีรชาติกล่าวว่า ชายทั้ง 3 คนแต่งกายด้วยเสื้อลายสก๊อต กางเกงขายาว โชคดีที่มีชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นออกมาบอกว่าไม่ให้ชักปืนออกมา และบอกกล่าวห้ามปราม ซึ่งชายทั้ง 3 คนได้ค้นภายในรถแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายไดๆ จากนั้นได้มาค้นตัวของตนเอง ตนจึงถอดกางเกงออกให้ค้น เกรงว่าจะถูกยัดยา และเมื่อตรวจค้นภายในกางเกงเสร็จ จึงนำกางเกงมาใส่โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบดู และเมื่อตรวจสอบดูพบว่าเงินที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงหายไป 3,500 บาท ซึ่งเงินในกระเป๋ากางเกงมีอยู่ 6,500 บาท เหลือเงินอยู่เพียง 3,000 บาท
นายวีรชาติกล่าวด้วยว่า แจ้งความไว้ที่ สภ.หนองแค ในวันเกิดเหตุ ซึ่งตนพยายามสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแค ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร ผ่านมากว่า 2 เดือนก็เพิ่งทราบว่าชายฉกรรจ์ 3 คนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองแคจริง ซึ่งตนกลัวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรู้และช่วยเหลือกันด้านคดี โดยทำให้สำนวนอ่อนลง และเกรงว่าตนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
“โทรไปหาร้อยเวรก็ได้รับคำตอบว่ามีงานเยอะ ผมก็ทุกข์ใจ เกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งได้ เหตุการณ์วันนั้นถ้าเกิดปืนลั่นใส่ผม แล้วผมเสียชีวิต เมียและลูกทั้ง 3 คนน่าจะดำรงชีวิตลำบาก ขาดเสาหลัก คิดว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นธรรมจึงออกมาร้องเรียนสื่อ ผมจะดำเนินการให้ถึงที่สุด จะไม่มีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น” นายวีรชาติกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ แสนวงศ์สิริ ผกก.สภ.หนองแค ชี้แจงว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้น ตนได้รับแจ้งเบื้องต้นจากพนักงานสอบสวนตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2566 และได้สั่งให้ทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งมีการให้การขัดแย้งระหว่างตำรวจและผู้ถูกตรวจค้น แต่บางส่วนก็เหมือนกัน ขณะที่พยานก็ให้การไม่เหมือนกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
ส่วนเงินที่หายไป 3,500 บาทนั้น ผกก.สภ.หนองแคระบุว่า เงินผู้เสียหายอาจไม่ได้หายไปจริง หรือตำรวจไม่ได้เอาไป อาจใช้จ่ายไปเองแล้วหลงลืม ซึ่งข้อนี้ไม่ติดใจ แต่มาติดใจเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีการชักปืนขึ้นข่มขู่ ข้อนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ เบื้องต้นชายทั้ง 3 คนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแค จริง 2 นาย ส่วนอีกคนเป็นอาสาตำรวจ ขึ้นบัญชีไว้ว่าเป็นคนช่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นเขียนคำชี้แจงมา ส่วนมีผู้เกี่ยวข้องตนเองจะโยกออกมาเพื่อทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ถ้าพิสูจน์ทราบว่ามีการกระทำความผิดจริงก็จะต้องมีการลงโทษ

ผกก.สภ.หนองแคกล่าวว่า ส่วนเรื่องคดีมีความล่าช้านั้น ยอมรับว่ามีความล่าช้าจริงๆ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งตนรับทราบว่าได้ส่งเรื่องมายังรอง ผกก.เพื่อพิจารณาต่อไป ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ยังต้องสอบปากคำพยานอีกหลายปาก ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ 3 ราย มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ 3 คน ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์อีก 4-5 คน จะเรียกมาสอบทั้งหมด
พ.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวด้วยว่า เรื่องที่ผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ตนจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่มีการเข้าข้างใคร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับประชาชน ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยการข่มขู่สมัยนี้ไม่มีการกระทำแบบนี้อีกแล้ว ถ้าตรวจสอบแล้วว่าเจ้าหน้าที่กระทำความผิดก็จะต้องดูบทลงโทษ ถ้าเข้าข่ายรังแกประชาชนอาจจะต้องผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งโทษอาจถึงไล่ออกได้เลย แต่ต้องดูว่าจริงหรือไม่ ตอนนี้เราฟังเพียงคำพูด แต่ในคลิปเห็นเฉพาะในการตรวจค้น แต่ไม่เห็นในตอนผู้เสียหายมีการกล่าวอ้างว่ามีการชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่ ต้องอาศัยพยานแวดล้อม ซึ่งเป็นพยานบุคคลอีก 7-8 ปาก เมื่อสอบแล้วก็จะทราบข้อเท็จจริงต่อไป คงจะไม่นาน เนื่องจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปให้รอง ผกก.ตรวจสอบแล้ว และในวันนี้ตนจะเรียกมาดูเพื่อเร่งรัดให้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ คิดว่าเรื่องนี้เรียบร้อยไปแล้วจึงไม่ได้ติดตามผล

