หน้าแรก ภูมิภาค 49 ปีที่รอคอย...

49 ปีที่รอคอย! ชาวม้งสุดดีใจ ‘หย่อมบ้านห้วยปุ้ม’ ยกฐานะเป็นหมู่บ้าน

23.02.24 | 15:04 น.

49 ปีที่รอคอย! ชาวม้งสุดดีใจ ‘หย่อมบ้านห้วยปุ้ม’ ยกฐานะเป็นหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านป้ายแดง

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ จ.พะเยา นายธวัช จรัสวรภัทร นายอำเภอเชียงคำ ได้เดินทางมาที่บ้านห้วยปุ้ม ม.24 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา เพื่อเป็นประธานเปิดป้ายหมู่บ้านซึ่งกว่า 49 ปีที่มีการยื่นหนังสือขอจัดตั้งเป็นหมู่บ้านมาหลายครั้ง โดยพิธีดังกล่าว มีนายธเนษฐ รุ่งเรือง กำนัน ต.ร่มเย็น นายเพชรรัตน์ พรหมเทพ นายก อบต.ร่มเย็น พร้อมทั้งผู้นำชุมชนและคณะครูในพื้นที่ร่วมกันเปิดป้ายหมู่บ้านพร้อมทั้งแสดงความยินดีกับนายนิกร ยิ่งธนไพศาล ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านป้ายแดงภายในพื้นที่แห่งนี้ด้วย

นายธเนษฐกล่าวว่า เดิมหมู่บ้านห้วยปุ้ม ถูกเรียกว่า “บ้านประชาภักดี ม.13 (หย่อมบ้านห้วยปุ้ม)” ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าม้งที่มาอาศัยอยู่ โดยเริ่มจากก่อตั้งเป็นชุมชนเล็กๆ เมื่อปี 2518 จากนั้นชาวบ้านยื่นขอจัดตั้งหมู่บ้านกับทางอำเภอมาตลอดทุกปี รวมทั้งยังมีการถวายฎีกาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในช่วงปี 2562 รวมทั้งยังมีการยื่นเอกสารและติดตามผลการขอจัดตั้งเป็นหมู่บ้านกับนายอำเภอหลายรุ่น ซึ่งได้มีการยื่นขอซ้ำอีกครั้งในยุคของนายกนก ศรีวิชัยนันท์ อดีตนายอำเภอเชียงคำ โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ มหาสารคาม จนสุดท้ายสามารถแยกหมู่บ้านแห่งนี้ออกจากหมู่บ้านใหญ่อย่างบ้านประชาภักดี ม.13 ได้ตอนปี 2566 และได้ถูกยกระดับเป็นหมู่บ้านห้วยปุ้ม ม.24 ต.ร่มเย็น ในเวลาต่อมาซึ่งสร้างความดีใจให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก และวันนี้ก็ได้ถือโอกาสทำพิธีเปิดป้ายหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ รวมทั้งได้มีการสู่ขวัญรับผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในครั้งนี้ด้วย

Advertisement

ด้านนายธวัชกล่าวว่า หมู่บ้านแห่งนี้ มีประวัติศาสตร์ โดยมีสงครามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ที่มีการสู้รบตามแนวเขาของหมู่บ้านจนมีซากเฮลิคอปเตอร์ตกอยู่จำนวนหลายลำ ซึ่งทุกวันนี้ยังเหลือซากเพียงลำเดียว มีแต่แกนใบพัดเท่านั้น นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังมีการปลูกพืชไร่ การทำผ้าพื้นเมืองของชนเผ่าที่มีความสวยงาม รวมทั้งมีการสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นเมื่อปี 2563 ด้วย ทั้งนี้ เด็กๆ ในหมู่บ้านได้เรียนหนังสือและมีความรู้ที่จะพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ต่อไปในอนาคตด้วย แต่หมู่บ้านแห่งนี้ยังติดปัญหาในเรื่องถนนหนทางที่ยังมีข้อพิพาทกับทางกรมป่าไม้ที่ยังไม่อนุญาตให้สร้างถนนเข้าหมู่บ้านได้ โดยการเดินทางช่วงลำบากที่สุดนั้น เห็นจะเป็นช่วงฤดูฝน หากฝนตกหนักหมู่บ้านแห่งนี้จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเพราะถนนส่วนใหญ่เป็นดินลูกรังตลอดระยะทางกว่า 3 กม. รวมทั้งในตอนนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ต้องพึ่งไฟฟ้าจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น