หน้าแรก ภูมิภาค บึงกาฬ รณรงค์...

บึงกาฬ รณรงค์ปลอดควันพิษ กระตุ้นจิตสำนึก แก้ไฟป่าฤดูแล้ง

24.02.24 | 15:54 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) ประกอบด้วยหน่วยป้องกันไฟป่าบึงกาฬ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และนครพนม ร่วมกับอำเภอบุ่งคล้า จัดกิจกรรม “วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า 24 กุมภาพันธ์” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) และจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เรื่องไฟป่า การแสดงและสาธิตการใช้เครื่องมือดับไฟป่า ให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกและขอความร่วมมือประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าในฤดูแล้ง

โดยมีนายโกเมนทร์ ทีฆธนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายนคร ศิริปริญญานันท์ รอง ผวจ.บึงกาฬ ร่วมกันเปิดงาน พร้อมมอบเงินอุดหนุนแก่เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.อส.) ปล่อยขบวนเดินรณรงค์ป้องกันไฟป่า และปล่อยขบวนรถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ออกประชาสัมพันธ์การป้องกันไฟป่า ในเขตพื้นที่อำเภอบุ่งคล้า

มีนายคมกฤต นวภักดีบุญทอง นายอำเภอบุ่งคล้า ส่วนราชการ อปท. ประชาชนจิตอาสา เด็กนักเรียน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในท้องที่อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง รวม 15 เครือข่าย กว่า 300 คน เข้าร่วมรณรงค์ ที่หอประชุมอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ

นายไพบูลย์ รัตนะเจริญธรรม ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) กล่าวว่า วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจกรรมเพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกและขอความร่วมมือประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าด้วยในฤดูแล้งของทุกปี มักจะเกิดปัญหาไฟป่าขึ้นเป็นประจำ ไฟป่าที่เกิดขึ้น นำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อทรัพยากรป่าไม้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนโดยตรง สาเหตุการเกิดไฟป่าในประเทศไทย ล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์แทบทั้งสิ้น การแก้ไขปัญหาไฟป่า จึงต้องแก้ที่คน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ดังนั้น การจัดกิจกรรม “วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า 24 กุมภาพันธ์” ในครั้งนี้ จึงเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่จะกระตุ้นจิตสำนึกของทุกภาคส่วน ให้เข้ามาร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ให้ทุเลาเบาบางลง และยุติลงได้ในโอกาสต่อไป

นายวชิรพล คำบูชา หัวหน้าป้องกันไฟป่าภูวัว-ภูลังกา กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬ พบจุดความร้อน (Hotspot) ตั้งแต่ 1 ม.ค-21 ก.พ.67 จำนวน 7 จุด แยกเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 6 จุด พื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 2 จุด และพื้นที่อื่น ๆ จำนวน 62 จุด ซึ่งการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่านั้น ได้มีการรณรงค์ป้องกันไฟป่าการประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ การจัดทำแนวกันไฟ การชิงเผา หรือการชิงเก็บ ตลอดจนลาดตระเวนตรวจหาไฟ และเผยแพร่หมายเลขโทรศัพท์แจ้งเหตุไฟป่า เป็นต้น ซึ่งหากประชาชนพบเห็นไฟป่า สามารถแจ้งเหตุไฟป่าได้ที่ 1.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ศูนย์สายด่วนพิทักษ์ป่า โทร 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง 2.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) โทร 0-4222-1725 ต่อ 351 และ 3.สถานีควบคุมไฟป่าภูวัว-ภูลังกา โทร 08-0097-7367

Advertisement

นายโกเมนทร์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ตลอดถึงบรรยากาศของการท่องเที่ยวอันอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อันเกิดจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนการแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสินนายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2567 พร้อมกับมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ในระดับจังหวัดโดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัด และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการดับไฟป่าเพื่อเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ขอย้ำว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ ซึ่งทราบว่าจังหวัดบึงกาฬ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้นในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เกษตร พื้นที่ป่า หรือพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไฟป่า อันอาจจะเกิดขึ้นกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่สำคัญของจังหวัดบึงกาพ คือ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และอุทยานแห่งชาติภูลังกา ดังนั้นการจัดกิจกรรม “วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า 24 กุมภาพันธ์” ที่อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ ในครั้งนี้ ก็จะสามารถสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของจังหวัดได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งอำเภอบุ่งคล้า เป็นพื้นที่สำคัญของจังหวัดบึงกาฬ ที่ยังคงมีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สร้างรายได้ ให้แก่พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี