ชาวนาท้ายเขื่อนลำแชะ นอกเขตชลประทาน ฝืนทำนาปรัง 20,000 ไร่ สูบดึงน้ำในคลองธรรมชาติไปใช้ ชลประทานต้องเร่งส่งน้ำไปช่วยสนับสนุนระบบประปาปลายน้ำเร็วขึ้น
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครราชสีมา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ต้องปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะ 1 ใน 4 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมา ลงสู่คลองลำแชะที่อยู่ใต้สันเขื่อน เพื่อส่งน้ำไปป้อนให้กับระบบประปาชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตชลประทานพื้นที่ อ.ครบุรี และ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา วันละกว่า 2 แสนลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศภายในลำน้ำ เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งทำให้ความต้องการใช้น้ำค่อนข้างสูง ประกอบกับช่วงนี้ชาวนาที่อยู่ติดสองฝั่งคลองธรรมชาติทั้ง 2 อำเภอ และทำนานอกเขตประทาน ยังคงฝืนทำนาปรังมากกว่า 20,000 ไร่ และสูบน้ำจากลำน้ำธรรมชาติไปใช้ในการเพาะปลูกตลอดพื้นที่ แม้ว่าหน่วยราชการและผู้นำชุมชนได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือชาวนาให้งดการทำนาปรังแล้วก็ตาม แต่ชาวนายังคงฝืนปลูกข้าวนาปรังกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ทางอ่างเก็บน้ำฯ ต้องส่งน้ำผ่านคลองชลประทานบางช่วงเวลา เพื่อเร่งให้น้ำไปถึงพื้นที่ปลายน้ำที่ต้องการใช้น้ำผลิตประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นการเร่งด่วน เพราะการปล่อยน้ำลงลำน้ำธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ทำให้น้ำไปถึงพื้นที่ช้า แถมยังมีชาวนาดักสูบไปใช้อีก มวลน้ำจึงไม่เพียงพอส่งไปถึงพื้นที่ปลายน้ำ ในขณะที่ชาวนาในพื้นที่ชลประทานที่อยู่ริมคลองส่งน้ำส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำนาปรัง เพราะทราบแล้วว่า ทางอ่างเก็บน้ำฯ จะไม่ส่งน้ำสนับสนุนให้ทำนาปรังช่วงหน้าแล้งนี้
นายพงศ์ฤทธิ์ ชื่นอารมณ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำใช้การภายในอ่างเก็บน้ำลำแชะ ล่าสุดเหลืออยู่ที่ 129 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุทั้งหมดที่ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันต้องส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ วันละประมาณ 2 แสนลูกบาศก์เมตร โดยทางอ่างเก็บน้ำมีน้ำเพียงพอที่จะส่งสนับสนุนระบบประปาและเพื่อรักษาระบบนิเวศภายในลำน้ำอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถที่จะส่งน้ำให้กับเกษตรกรที่ฝืนทำนาปรังได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภคได้ อีกทั้งที่ผ่านมาได้มีการแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้ชาวนาในพื้นที่ได้ทราบก่อนแล้ว
นายพงศ์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก และประเมินว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ไปจนสิ้นสุดฤดูแล้ง และจะยังมีน้ำเหลือเพียงพอส่งให้กับเกษตรกรได้เตรียมพร้อมทำนาปีได้อย่างแน่นอน ส่วนชาวนาที่ทำนาปรังช่วงนี้ ก็จะต้องรับความเสี่ยงกันเอง เพราะทางเขื่อนไม่สามารถจะส่งน้ำตามคำร้องขอได้




