หน้าแรก ภูมิภาค 2 มหาวิทยาลัย...

2 มหาวิทยาลัยอีสาน โชว์งานวิจัย – นวัตกรรม ต่อยอดสร้างอนาคตประเทศไทย

4.03.24 | 14:03 น.

2 มหาวิทยาลัยอีสาน

โชว์งานวิจัย – นวัตกรรม

ต่อยอดสร้างอนาคตประเทศไทย

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร(กมธ.อว.) นำโดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ประธาน กมธ. อว.พาคณะเข้าเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในภาคอีสานที่มีผลงานวิจัยโดดเด่น ได้รับรางวัลมากมายทั้งสองแห่ง

โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นติดอันดับโลก จาก THE Impact Rankings 2023 และจากการจัดอันดับของ Times Higher Education มีบัณฑิตจบการศึกษาแล้วมีงานทำ 75% ผู้ประกอบการที่รับนักศึกษาเข้าทำงานพึงพอใจกับคุณภาพบัณฑิต 80% ปัจจุบัน มข.ขับเคลื่อนให้มีการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม ส่วนมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เกิดจากการควบรวมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นประจำปี 2565 จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่(บพท.) เป็น “โครงการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน” หรือ “Kalasin Happiness Model:KHM” จากกระทรวง อว.โครงการนี้สามารถทำให้ชาวบ้านใน 6 อำเภอของจังหวัดกาฬสินธุ์ก้าวพ้นความยากจน และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้เป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่” ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ ในการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Advertisement

คณะกรรมาธิการฯ ที่เดินทางไปครั้งนี้ ประกอบด้วย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ นายณกร ชารีพันธ์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคก้าวไกล, นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย,นางสาวละออง ติยะไพรัช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นายชัชวาล แพทยาไทย ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย และนายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
คณะทั้งหมดเข้ารับฟังบรรยายสรุป ที่ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารแก่นกัลปพฤกษ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแพทย์ โดยหญิงผิวพรรณ มาลีวงษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา, ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย, ดร.อภิรชัย วงษ์ศรีวรพล ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์, นายธนายุทธ สังข์อินทร์ รักษาการผู้อำนวยการกองบริหารงานวิจัย พร้อมด้วยคณาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัย

แพทย์หญิงผิวพรรณ กล่าวบรรยายว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีเป้าหมายหลักในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเพื่อออกไปรับใช้สังคม เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศชาติ ขณะเดียวกันก็มีนโยบายส่งเสริมด้านการวิจัยและนวัตกรรม ให้เกิดการนำผลงานวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม ผ่านทางหลักสูตรต่างๆ มากมายถึง 304 หลักสูตร เป็นหลักสูตรที่ทันยุคทันสมัย ตัวอย่างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เช่น หลักสูตรรถไฟฟ้าความเร็วสูง High Speed Train ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่เปิดตัวทำหลักสูตร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซ้าท์เวสต์เจียวทง ประเทศจีน (The KKU-SW JTU Tinanyou Railway Institute) โดยใช้นวัตกรรมหลักสูตร 2 ปริญญา เปิดรับสมัครนักศึกษาแล้วในปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านมา, หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์(AI) เปิดรับสมัครตั้งแต่ปีการศึกษา 2564, หลักสูตรแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ คณะวิทยาศาสตร์ มีนักศึกษา 100 คน, หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีด้านการตลาด ซึ่งตอบโจทย์ทางการตลาดโลกยุคปัจจุบัน มีนักศึกษา 260 คน

สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น นวัตกรรมด้านพลังงาน มีการตั้งโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ทำหน้าที่ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนใช้กับจักรยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า และกำลังวิจัยนวัตกรรมพลังงาน Sodium-Ion Battery วัตถุประสงค์เพื่อให้คนในมหาวิทยาลัยขอนแก่นและในจังหวัดขอนแก่นใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่จาก มข. เพื่อเป็นพลังงานสีเขียวและมีสิ่งแวดล้อมที่ดี นวัตกรรมด้านการแพทย์ เช่น ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูป ชนิดเร็ว OV-RDT สำหรับตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ตับในชุมชนด้วยวิธีใหม่ มีรูปแบบที่ง่ายขึ้น ใช้เวลาสั้นลง และใช้ได้ในภาคสนาม เป็นการคัดกรองผู้ป่วยโดยหวังผลให้เกิดการแก้ไขปัญหาและกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีของคนอีสานให้ลดน้อยลง หรือหมดไปจากประเทศไทยภายในปี 2568 นวัตกรรมชุดทดสอบเพื่อตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และยังมีนวัตกรรมทางด้านอาหาร เช่น โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพิ่มความยั่งยืนให้เกษตรกร ศึกษาเรื่องข้าวยืนต้นที่สามารถปลูกได้ 3-4 ปี โครงการแมลงกินขยะอินทรีย์ เป็นการกำจัดขยะพวกเศษอาหารโดยใช้แมลง เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังมีโครงการงานวิจัยที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่คณะกรรมาธิการฯ สามารถนำไปส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสนับสนุนให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

ต่อมาคณะกรรมาธิการฯ เดินทางต่อไปยังมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี ดร.วิชยุทธ จันทะรี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ให้การต้อนรับ พร้อมคณาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เรื่องที่คณะกรรมาธิการ อว.ให้ความสนใจอย่างมากเป็นโครงการ “การวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน หรือ “Kalasin Happiness Model” ชื่อภาษาไทยว่า “คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งเป็นการสร้างแพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ และพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ให้คนจน

ดร.วิชยุทธ จันทะรี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ อธิบายถึงโครงการดังกล่าว ว่า มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ทำงานร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำรวจข้อมูลความยากจนรายจังหวัด โดยสำรวจรายได้ต่อหัวประชาชนกรในปี 2560 พบว่ากาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนยากจนอันดับ 4 ของประเทศ มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2,465 บาทต่อคน/เดือน ซึ่งต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยความยากจนของไทยที่อยู่ที่ 2,762 บาทต่อคน/เดือน

จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน มีเป้าหมายมุ่งแก้ปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำให้คนกาพสินธุ์ เริ่มจากการค้นหาข้อมูลคนจนและครัวเรือนยากจนจริงๆ ในระดับพื้นที่ หาสาเหตุที่ยากจนและจะช่วยเหลือเขาอย่างไร ซึ่งพบว่าจากระบบข้อมูลของรัฐมีคนจนยังไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการความช่วยเหลือจากนโยบายของภาครัฐ จากฐานข้อมูล TPMAP มีมากถึง 11,875 ครัวเรือน หรือ 51,034 คน จากนั้นทำแผนงานแก้ปัญหาความยากจนในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบ “ประชาคุ้ม” คือให้ชาวบ้านแต่ละคุ้ม มาร่วมตรวจสอบยืนยันข้อมูลคนจนว่าถูกต้องหรือไม่ และยังมีการพัฒนาสร้างโมเดลแก้จน (Operating Model)ระดับพื้นที่ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของคนจนในกลุ่มเป้าหมายและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ เพื่อพัฒนาและสร้างอาชีพให้คนจนมีรายได้ โดยดำเนินการในพื้นที่ 6 อำเภอของกาฬสินธุ์ เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับพื้นที่ ชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ ครบวงจร

กลุ่มอาชีพที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทำเป็นอาชีพแก้จน ได้แก่ การปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ การแปรรูป การจำหน่ายผลผลิต และส่งต่ออาชีพเสริมอื่นๆ จนส่งผลให้เกิดการกลุ่มและเครือข่ายใหม่ เช่น กลุ่มอาชีพผู้เลี้ยงไก่พื้นบ้าน กลุ่มอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีด กลุ่มเพาะเห็ด การอบถ่านแท่ง เป็นต้น ถือเป็นโมเดลการแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่ที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ซึ่งจะเป็นทางออกให้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นในสังคมไทยได้ในที่สุด

ดร.วิชยุทธกล่าวอีกว่า โครงการนี้กินพื้นที่ 1 ใน 3 ของจังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือ ยกระดับมูลค่าความช่วยเหลือในปีแรกได้ประมาณ 6 ล้านบาท และในปี 2567 เพิ่มมากถึง 12 ล้านบาท สามารถสร้างศักยภาพคนจน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจนที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โครงการได้นำพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้สอย เช่น โรงเรียนที่ปิดตัวไปแล้ว หรือสถานีตำรวจที่ไม่ได้่ใช้งานแล้ว ยกมาเป็นพื้นที่สาธารณะ ในการบริหารจัดการแปลงรวมปลูกผักอินทรีย์ และออกแบบพัฒนาการรับซื้อผลผลิต การเจรจากับรัฐวิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการในการรับซื้อ ทำให้ครัวเรือนยากจนมีรายได้จาก 2,000 บาทเพิ่มขึ้นเป็น 6,000-8,000 บาท ที่สำคัญคือขยายโมเดลในส่วนของ “เห็ด” พืชเศรษฐกิจของจังหวัดกาฬสินธุ์ เชื่อมระบบกับมหาวิทยาลัยกวงสี ประเทศจีน แลกเปลี่ยนความรู้ใน “โมเดลเห็ดศรษฐกิจ” และ “เห็ดครบวงจร” ทำให้คนจนที่ปลูกเห็ดมีรายได้สูงสุด 16,000-20,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งคิดจะขยายผลไปอีก 20 จังหวัดในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้น

“Kalasin Happiness Model ชาวบ้านจะเลือกทำอาชีพไหน ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและความพร้อมของแต่ละคน ปัจจุบันเรากำหนดพื้นที่ขจัดความยากจนไว้ 6 อำเภอ และวางแผนไว้ว่าในปี 2570 จะต้องแก้ปัญหาความยากจนในจังหวัดให้ได้ทั้งหมด โดยในปี 2567 จะขยายพื้นที่โครงการเป็น 12 อำเภอ แต่เมื่อขยายพื้นที่ยังมีปัญหาในเรื่องการกระจายสินค้า ดังนั้น งานในปี 2567 จึงจำเป็นต้องทำศูนย์กระจายสินค้าด้านการเกษตรก่อน เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการรายใหญ่” รองอธิการบดีกล่าว

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ประธาน กมธ.อว.กล่าวถึงการดูงานครั้งนี้ ว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่มีโอกาสมาเห็นว่ามหาวิทยาลัยของไทย ไม่ได้ด้อยไปกว่าที่ใดในโลก ที่สำคัญมีศักยภาพ และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน สิ่งที่ได้ดูทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยทั้งหมดของมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ต่างก็มีโครงการศึกษาวิจัยมากมายมหาศาล ล้วนแต่เป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาอยู่บ้าง หากจะทำเป็นเชิงพาณิชย์ เพราะต้องมีขั้นตอนและมีรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งจะได้ประมวลข้อปัญหาทั้งหมดส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง อว.และกระทรวงสาธารณสุขเพื่อดำเนินการต่อไป