‘ฝุ่นจิ๋ว’ เชียงใหม่เกินมาตรฐานทั้งจังหวัด ติดอันดับ 5 ของโลกเป็นครั้งแรก ฝนหลวงภาคเหนือใช้เทคนิคก่อเมฆ-ดัดแปลงสภาพอากาศ แพทย์ มช.ห่วง แนะประชาชนป้องกันตนเอง
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เชียงใหม่ รายงานพบจุดความร้อน (Hotspot) ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2567 รอบเช้า จำนวน 97 จุด ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม 14 จุด เชียงดาว 13 จุด จอมทอง 11 จุด แม่วาง 11 จุด สันทราย 10 จุด ฮอด 7 จุด สะเมิง 5 จุด อมก๋อย 5 จุด แม่แตง 5 จุด สันกำแพง 4 จุด หางดง 3 จุด ดอยสะเก็ด 3 จุด แม่ออน 1 จุด ดอยหล่อ 1 จุด พร้าว 1 จุด ดอยเต่า 1 จุด แม่อาย 1 จุด และแม่ริม 1 จุด
โดยในช่วงเย็นจนถึงเช้า เกิดไฟป่าหนักหน่วงในหลายพื้นที่ในลักษณะลามข้ามคืน ซึ่งมีทั้งสาเหตุจากการเข้าไปหาของป่า ล่าสัตว์ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ได้รับการอนุญาตตามระบบ FireD แล้วแต่ไม่สามารถคุมไฟให้อยู่ในวงจำกัดเกิดลุกลามออกนอกแนวและไต่ขึ้นที่สูง ทำให้เช้านี้สภาพอากาศทั้ง 25 อำเภอ ถูกฝุ่นปกคลุม โดยค่า PM2.5 พุ่งเกินค่ามาตรฐาน และติดอันดับที่ 5 ของโลกเป็นวันแรกตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝุ่น

นายรังสรรค์ บุศย์เมือง ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ กล่าวถึงภารกิจและแผนการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อบรรเทาสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ว่า ดำเนินการ 3 วิธี คือการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อให้เกิดฝนตกในพื้นที่เสี่ยงเกิดไฟโดยเฉพาะพื้นที่ป่า เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่าไม้ส่งผลให้ลดการเกิดไฟป่า การปฏิบัติการก่อเมฆและเลี้ยงเมฆ เพื่อดูดซับฝุ่นละอองและระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ และการดัดแปลงสภาพอากาศ โดยใช้เทคนิคการลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผัน ด้วยการโปรยน้ำแข็งแห้งหรือน้ำลดอุณหภูมิ เพื่อให้เกิดการระบายของอากาศ เป็นการระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ฝนหลวงขึ้นบินปฏิบัติการทั้งหมด 13 วัน 16 เที่ยวบิน ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ สะเมิง แม่วาง แม่ออน แม่แตง พร้าว ฮอด ดอยเต่า และอมก๋อย
นายรังสรรค์กล่าวว่า ช่วงนี้ในวันที่มีความชื้นเหมาะสม คือมีความชื้นในอากาศเกิน 60% ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจะใช้วิธีการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่น แต่หากความชื้นในอากาศน้อยกว่า 60% จะทำการดัดแปลงสภาพอากาศ โดยการเจาะชั้นบรรยากาศให้อากาศสามารถยกตัวและระบายอากาศได้ดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงต้นลมของพื้นที่เป้าหมาย หรือพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดหมอกควัน พื้นที่ตอนบนของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางการเกษตร ประกอบกับมีพื้นที่ที่ทำการเก็บเกี่ยวยังไม่แล้วเสร็จ อาทิ ข้าว กระเทียม ลำไยนอกฤดู มะม่วง ซึ่งพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้หากโดนฝนแล้วจะทำให้ได้รับความเสียหาย จึงได้เลือกใช้วิธีที่ไม่ทำให้ฝนตก แต่มีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ากับการเกิดฝน
รศ.นพ.อรรถวุฒิ ดีสมโชค หัวหน้าหน่วยวิชาระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า จากการศึกษาของหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤต และภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ และคณะ พบว่า ในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ในปริมาณสูง จะมีการเพิ่มขึ้นของการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคลิ่มเลือดหลุดอุดหลอดเลือดที่ปอดเฉียบพลัน รวมทั้งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพปอดในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้
โดย ฝุ่น PM10 หรือเรียกว่า ฝุ่นหยาบ (Course Particles) คือ อนุภาคฝุ่นละอองในอากาศที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 2.5-10 ไมครอน ฝุ่น PM10 ยังมีความสัมพันธ์กับอัตราเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะการติดเชื้อรุนแรงในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูงอีกด้วย สำหรับฝุ่น PM2.5 คือฝุ่นละอองจิ๋ว เทียบกับ PM10 ถือว่ามีอันตรายมากกว่า ฝุ่น PM2.5 มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้ ทั้งจากการเกษตร ไฟป่า การเผาขยะ กระบวนการอุตสาหกรรม ควันไอเสียจากยานพาหนะต่างๆ ควันบุหรี่ ควันธูป เป็นต้น กรณีเมื่อฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะได้รับควันพิษจากก๊าซอื่นๆ ปนมาด้วย เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด
นอกจากนี้ฝุ่น PM2.5 ยังทำให้มีอาการไอ จาม แสบจมูก หายใจลำบาก เคืองตา คันผิวหนัง ในระยะยาวจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ สมรรถภาพปอดลดลง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง รวมทั้งมีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ ล่าสุดมิถุนายน 2566 ประเทศไทยได้กำหนดค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศ ในเวลา 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร จึงจะถือว่าอยู่ในระดับปลอดภัยต่อสุขภาพ
“ในช่วงสถานการณ์หมอกควันไฟป่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กำลังรุนแรงขณะนี้ ประชาชนควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ PM2.5 โดยให้หลีกเลี่ยงการสร้างฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้น ทั้งในบ้านและในที่โล่งแจ้ง ติดตามระดับฝุ่น PM2.5 และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ถ้าอยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (AQI มากกว่า 100) ให้หลีกเลี่ยงหรือลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากาก N95 และสังเกตอาการ ถ้ามีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์ ในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง ให้อยู่ในบ้านหรือสถานที่ที่ปิดหน้าต่างและประตูอย่างมิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น PM2.5” รศ.นพ.อรรถวุฒิ ดีสมโชค กล่าว




