ผู้ว่าฯเชียงใหม่ สั่ง หาแมสก์ป้องฝุ่นให้ปชช. เผยเหตุเลือดกำเดาไหล ห่วง ‘นกยูงไทย’ หลังไฟป่าลามเข้าพื้นที่อนุรักษ์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วาง-อินทนนท์
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 แบบบูรณาการ จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 2/2567 เพื่อติดตามสถานการณ์และสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาให้กับหน่วยงานได้รับทราบ โดยมีส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ รายงานสถิติการเกิดจุดความร้อนในห้วงวันที่ 1 มกราคม-11 มีนาคม 67 มีจุดความร้อนเกิดขึ้นทั้งหมด 2,260 จุด หากเทียบในห้วงเวลาเดียวกันกับปี 2566 เกิดจุดความร้อน 3,771 จุด ลดลงถึง 1,511 จุด และมีวันที่ค่าคุณภาพอากาศเกินมาตรฐานทั้งหมดเพียง 28 วัน ขณะที่พื้นที่เผาไหม้จังหวัดเชียงใหม่ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 17 ของประเทศ มีพื้นที่เผาไหม้ 68,685 ไร่

อย่างไรก็ตาม จากแผนที่จุดความร้อนรายวันจากดาวเทียม พื้นที่ประเทศไทยและประเทศรอบข้างแสดงถึงจุดความร้อนบริเวณโดยรอบของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา และจังหวัดใกล้เคียงอย่างแม่ฮ่องสอนที่เริ่มมีจุดความร้อนปะทุขึ้นอย่างหนัก ประกอบกับจังหวัดเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลจากลมตะวันตก ทำให้ฝุ่นควันในพื้นที่ข้างเคียงลอยเข้ามาปกคลุมจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้นในช่วงนี้
ในส่วนการใช้อากาศยานในการช่วยดับไฟแล้วทั้งหมด 129 ครั้ง ใช้น้ำ 278,500 ลิตร และสามารถดับไฟป่าได้กว่า 300 จุด อย่างไรก็ตามยังมีการยกระดับสถานการณ์โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกแห่ง เร่งจัดหาหน้ากากอนามัยป้องกัน PM2.5 แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ มีการใช้มาตรการทางกฎหมายห้ามเผาอย่างเด็ดขาดและตั้งรางวัลนำจับผู้กระทำความผิดลักลอบเผาได้ เพื่อส่งดำเนินคดี รางวัลละ 10,000 บาท อีกทั้งยังได้มีการประกาศปิดป่าในพื้นที่อนุรักษ์ 19 แห่ง และมีการระดมสรรพกำลัง เครื่องจักรสาธารณภัย อากาศยาน อุปกรณ์ดับไฟป่า จากทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือนและหน่วยทหาร อปท. ในการควบคุมและป้องกันไฟป่า
ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สั่งการให้ทุกหน่วยยกระดับสถานการณ์ ประกาศปิดป่าอุทยาน ป่าอนุรักษ์ ห้ามเผาเด็ดขาดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในส่วนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมกับดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนโดยให้ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
โดยศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เชียงใหม่ รายงานพบจุดความร้อน (Hotspot) ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2567 รอบเช้า จำนวน 291 จุด ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในฤดูฝุ่นปีนี้ พบมากในพื้นที่อำเภอแม่แตง 40 จุด เชียงดาว 33 จุด พร้าว 27 จุด จอมทอง 26 จุด ฮอด 25 จุด ดอยเต่า 22 จุด สะเมิง 21 จุด แม่วาง 17 จุด อมก๋อย 16 จุด ดอยสะเก็ด 15 จุด แม่แจ่ม 12 จุด ดอยหล่อ 10 จุด แม่ริม 10 จุด แม่ออน 8 จุด แม่อาย 3 จุด สันทราย 2 จุด ไชยปราการ 2 จุด หางดง 1 จุด และเวียงแหง 1 จุด
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วางเชียงใหม่ ระดมกำลังทำงานทั้งภาคกลางวันและกลางคืน อย่างสุดกำลัง เนื่องจากเปลวไฟยังคงโหมกระหน่ำเข้าใกล้พื้นที่โครงการอนุรักษ์นกยูงไทย ซึ่งมีพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติแม่วาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ พื้นที่โครงการต้นแบบดอยอินทนนท์ (อินทนนท์โมเดล)
ส่วนทีมอาสาดับไฟป่ามูลนิธิกระจกเงาร่วมกับชาวบ้านบ้านท่าธาร และอุทยานแห่งชาติออบขาน เข้าปฏิบัติภารกิจบริเวณบ้านท่าธารหมู่ 9 ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเกิดไฟป่าลุกลามต่อเนื่องข้ามคืนเช่นกัน
ในขณะที่ รศ.พญ.กรรณิการ์ รุ่งโรจน์วัฒนศิริ หัวหน้าภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของทุกปี ภาคเหนือตอนบนจะเจอกับปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว อาการที่มักจะพบบ่อยคือ ตาแดง ผื่นขึ้นตามส่วนต่างๆของร่างกาย เยื่อบุจมูกอักเสบ และเลือดกำเดาไหล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาการที่ผู้ปกครองมักพาบุตรหลานมาพบแพทย์บ่อยที่สุด
สาเหตุที่เด็กมีเลือดกำเดาไหลในช่วงที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงนั้น ทางภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. ได้ทำการศึกษาร่วมกับนักศึกษาแพทย์ หาความสัมพันธ์ระหว่างอุบัติการณ์ของการเกิดเลือดกำเดาไหลในผู้ป่วยนอกเเละห้องฉุกเฉินของ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กับค่าฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ในช่วงที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 พบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการเลือดกำเดาไหลอย่างมีนัยสาคัญ
ซึ่งปกติแล้วบริเวณเยื่อบุในจมูกคนเราจะมีเลือดมาเลี้ยงเยอะอยู่แล้ว หากสูดเอาฝุ่น PM2.5 เข้าไป จะทำให้เกิดการอักเสบบริเวณเยื่อบุในช่องจมูก และไปกระตุ้นทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีโอกาสเลือดกำเดาไหลง่ายกว่าผู้ใหญ่ เมื่อพบว่ามีเลือดกำเดาไหล ให้ก้มหน้าลงแล้วใช้มือบีบบริเวณปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากัน ค้างไว้ประมาณ 5 นาที อาจช่วยในการห้ามเลือดเบื้องต้นได้ หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนออกมา จะช่วยให้เลือดไม่อุดทางเดินหายใจและยังช่วยประเมินปริมาณเลือดที่ออกด้วย แต่หากกดปีกจมูกแล้วหลังจากที่ปล่อยยังมีเลือดไหลออกมาปริมาณมาก หรือเลือดกำเดาไหลข้างเดียว ร่วมกับมีอาการปวด คัดจมูกในข้างนั้น อาจสงสัยภาวะก้อนในโพรงจมูก ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังพบว่า ในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ผู้ป่วยที่เป็นจมูกอักเสบภูมิแพ้ มักจะมีอาการแย่ลง ดังนั้นในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง ควรใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีฝุ่นเยอะ และควรล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพราะจะช่วยล้างเศษฝุ่นละออง สะเก็ด หรือน้ำมูกออกมาได้
สรุปสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2567 ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) พบค่า PM2.5 มีค่าระหว่าง 34.8-99.1 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลางถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยพบพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย PM2.5 = 96.3 มคก./ลบ.ม. ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย PM2.5 = 78.7 มคก./ลบ.ม. ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน PM2.5 = 98.8 มคก./ลบ.ม. ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 99.1 มคก./ลบ.ม. และพบพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย PM2.5 = 44.1 มคก./ลบ.ม. ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 51.6 มคก./ลบ.ม. ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 52.2 มคก./ลบ.ม. ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 37.7 มคก./ลบ.ม. ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 47.7 มคก./ลบ.ม. ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 42.6 มคก./ลบ.ม. ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน PM2.5 = 49.8 มคก./ลบ.ม. ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 38.3 มคก./ลบ.ม. และต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 72.4 มคก./ลบ.ม.
การพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ภาคเหนือมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิสูงสุด 37-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 5-15 กม./ชม. แนวโน้มการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ไม่ดีถึงอ่อน สภาวะอากาศใกล้ผิวพื้นมีลักษณะปิดตลอดช่วง ทำให้การระบายฝุ่นละอองเป็นไปได้อย่างจำกัดและเกิดการสะสม ส่งผลให้ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น



