หน้าแรก ภูมิภาค พ่อขี่ซาเล้งเ...

พ่อขี่ซาเล้งเปิดใจ พาลูกผ่าตัดสมองไปนครสวรรค์ ด้าน รพ.แจงแนวทางรักษา 

16.03.24 | 07:43 น.

พ่อขี่ซาเล้งเปิดใจ พาลูกผ่าตัดสมองไปนครสวรรค์ ด้าน รพ.แจงแนวทางรักษา 

จากกรณีโซเชียลแห่แชร์ภาพ คุณพ่อพาลูกน้อย วัย 3 ขวบเศษ ขี่รถซาเล้งจากจังหวัดเลย เพื่อพาลูกไปผ่าตัดสมองที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้พบเห็นสองพ่อลูกขับขี่รถซาเล้งพ่วงข้างมาตามถนนสายเพชรบูรณ์-พิจิตร ก่อนจะแวะพักรถอยู่ในเขตอำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ จึงได้มีการสอบถามข้อมูลพร้อมกับถ่ายภาพเอาไว้ แล้วจึงนำมาโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กเพื่อขอความช่วยเหลือนั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา สองพ่อลูกรายนี้ ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพกู้ภัยตากฟ้า นำพาทั้งคู่เดินทางไปส่งยังจังหวัดชัยนาทแล้ว และกำลังจะพาตัวเดินทางมายังโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ อำเภอเมืองนครสวรรค์ เพื่อพาลูกมารักษา แต่ทราบว่ายังไม่ได้มีการนัดกับหมอของโรงพยาบาลเอาไว้ เนื่องจากขาดการรักษาไปตั้งแต่ปี 2563

ผู้สื่อข่าวสอบถามกับ แพทย์หญิงรจนา ขอนทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ได้รับการเปิดเผยว่า จากที่ทราบข่าวทางโซเชียลก็ได้มีการตรวจสอบประวัติข้อมูลจนทราบข้อมูลของพ่อลูกรายนี้ คือ นายสันติสุข อายุ 49 ปี ได้ให้กำเนิดลูกชายชื่อสตางค์ ที่โรงพยาบาลจังหวัดชัยนาท เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2563 แล้วจึงพาลูกมาตรวจรักษายังโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ก่อนจะพบว่า ลูกของนายสันติสุขป่วยทางสมองตั้งแต่กำเนิด ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยเป็นโรคหัวบาตร หรือภาษาทางการเรียกว่า ถุงเยื่อหุ้มสมองโป่งพอง ที่บริเวณไขสันหลังส่วนล่าง และมีถุงน้ำที่ก้นพ่วงมาด้วย

Advertisement

ส่วนการรักษาในครั้งแรกนั้น แพทย์ของโรงพยาบาลก็ได้ทำการผ่าตัดสมอง โดยมีการฝังท่อระบายน้ำเอาไว้ 2 เส้น พร้อมกับให้ยาในการรักษาตามอาการ เนื่องจากขณะนั้นเด็กยังเล็กอยู่ อีกทั้งโรคที่เป็นมีเปอร์เซ็นต์หายขาดน้อยมาก จึงต้องมาทำการตรวจรักษาอย่างสม่ำเสมอ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่รักษาไปครั้งแรกแล้ว นายสันติสุขก็ไม่พาลูกน้อยกลับมาตรวจรักษาอีกเลย และโรงพยาบาลก็ไม่สามารถติดต่อได้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เนื่องจากเจ้าตัวได้เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์จึงไม่ทราบอาการป่วยหลังจากนั้น

เมื่อถามถึงการรักษาในตอนนี้ แพทย์หญิงรจนา ระบุว่า ยังต้องรักษาตามขั้นตอนของแพทย์ ซึ่งมีแผนการเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ที่ทำการผ่าตัดก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ต้องมีการนำตัวเด็กมาตรวจอาการและสภาพร่างกายในตอนนี้ก่อน เนื่องจากเด็กขาดการรักษาจากที่นี่ไปนาน หลังจากนั้นจะมีการประเมินอาการและวางแผนขั้นตอนการรักษาต่อไป ส่วนเรื่องค่ารักษาเด็กคนนี้ แต่เดิมใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท รักษาได้ตลอดชีวิต และที่ผ่านมาได้มีการประเมินการรักษาเอาไว้ในระยะ 15 ปี แต่ตอนนี้อาจจะต้องมีการเปลี่ยนระยะเวลาออกไป

ด้านนายแพทย์ณรงค์พงศ์ โล้วพฤกมณี นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยกรรม ซึ่งเป็นหมอประจำตัวของเด็กตั้งแต่ที่ทำการผ่าตัดครั้งแรก ระบุว่า เคสนี้เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เพราะเป็นความผิดปกติทางร่างกายตั้งแต่กำเนิด ไม่ใช่โรคเฉพาะทาง จึงต้องมีการเข้ารับการตรวจรักษาตามแพทย์นัดหมายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงดูที่ต้องสัมพันธ์กัน ส่วนเรื่องที่พ่อของเด็กระบุว่าต้องเดินทางมารับยาที่นี่ น่าจะเป็นความเข้าใจผิดมากกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการนัดหมายที่จะต้องพาเด็กมาทำการตรวจเช็กสมองและท่อที่ฝังเอาไว้ ไม่ได้มีการนัดรับยาแต่อย่างใด และเป็นการนัดหมายตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2565 แล้ว

“เมื่อสักพักผมสามารถติดต่อพ่อของเด็กได้ จึงซักถามอาการของเด็กในเบื้องต้นก่อนจะทราบว่า เมื่อช่วงต้นปีเด็กมีอาการชัก พ่อของเขาจึงพาตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดเลย ซึ่งก็ได้มีการตรวจเช็กสมองด้วยคลื่นไฟฟ้าและรักษาไปตามอาการ แต่เด็กก็ยังไม่ดีขึ้น ยังมีอาการชักอยู่บ่อยๆ จึงทำให้พ่อของเขาต้องตัดสินใจเดินทางไกลเพื่อพาลูกมารับการรักษาที่นี่”

ทั้งนี้ เวลาต่อมา นายสันติสุขได้พาลูกน้อยที่ป่วยเดินทางมาโดยรถโรงพยาบาลตากฟ้า มาถึงโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ แพทย์ทีมห้องฉุกเฉินที่เตรียมตัวรอไว้แล้ว จึงพาลูกของนายสันติสุขขึ้นเตียงคนไข้ แล้วพาเข้าห้องเพื่อตรวจอาการและสภาพร่างกายทันที ซึ่งเบื้องต้นได้มีการเอกซเรย์สมองแล้วพบว่าท่อที่เคยฝังไว้ได้ตันไปหนึ่งเส้น อีกทั้งทราบจากพ่อของเด็กว่าลูกมีอาการชักต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว จึงอาจจะต้องใช้ยากันชักไปตลอดชีวิต

ส่วนการสอบถาม นายสันติสุข ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้องกลับไปทำมาหากินเลี้ยงชีพและลูกอยู่ที่จังหวัดเลย จึงพาลูกไปรักษาตัวอยู่ที่นั่นนานกว่า 2 ปี จนกระทั่งต้นปีนี้เด็กมีอาการหนักขึ้นและชักบ่อย ซึ่งหมอของเด็กที่โรงพยาบาลเลยก็ได้ตรวจอย่างละเอียดจนพบว่า ท่อระบายน้ำที่ฝังอยู่ในหัวของเด็กอุดตันไป 1 ข้าง ต้องทำการผ่าออก แต่จะต้องเดินทางไปผ่าตัดยังโรงพยาบาลในจังหวัดอุดรธานี หรือที่จังหวัดขอนแก่นเท่านั้น เพราะชำนาญทางด้านนี้ แต่ด้วยความที่ตนไม่เคยพาลูกไปรักษาที่นั่นมาก่อน จึงตัดสินใจขี่รถซาเล้งพ่วงข้างพาลูกมารักษายังนครสวรรค์ดีกว่า เพราะเป็นโรงพยาบาลแรกที่ทำการผ่าตัดให้ลูก โดยเดินทางมาแล้ว 4 คืน ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น ไม่มีเงินไปเช่าพักที่ไหน เพราะพกเงินติดตัวมาแค่ 500 บาทเท่านั้น

นายสันติสุข กล่าวว่า ส่วนเรื่องกระแสที่โพสต์กันในโซเชียลตนไม่ทราบ เพิ่งจะมารู้เรื่องก็ตอนที่มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยมาช่วยเช่นกัน แต่ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาก็มีคนใจดีแวะมาให้การช่วยเหลือตลอดทาง ทั้งให้เงินและซื้อของมาให้ จนกระทั่งมาถึงเขตอำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ได้มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาผ่านมาได้แวะมาสอบถามก่อนจะไปซื้อของมาให้ พร้อมกับมอบเงิน 100 บาทให้ตนติดตัวเพื่อเดินทางต่อ แล้วเขาก็ไป จึงไม่ทราบเลยว่าเขามีการถ่ายภาพแล้วเอาไปประกาศบนโลกโซเชียลเพื่อช่วยเหลือด้วย ซึ่งตนก็ต้องฝากขอขอบคุณ เขาเป็นคนจิตใจดีมาก