หน้าแรก ภูมิภาค ชาวบ้านพิษณุโ...

ชาวบ้านพิษณุโลกกว่าพันคน ทวงคืบหน้าคดีธนาคารหมู่บ้านโกงเงิน ปลัดอำเภอเผย บางแบงก์เงินสดเหลือหลักพัน

18.03.24 | 14:28 น.

ชาวบ้านนครไทยกว่าพันคน ทวงคืบหน้าคดีธนาคารหมู่บ้านโกงเงิน คดีไม่คืบมากว่า 2 ปี ตร.แจ้งดำเนินคดีกรรมการธนาคาร 4 แห่ง ข้อหาฉ้อโกง ขณะที่ปลัดอำเภอเผย 8 ธนาคารหมู่บ้าน บางแห่งเงินสดเหลือหลักพัน 

ชาวบ้าน อ.นครไทย ที่เป็นสมาชิกโครงการธนาคารหมู่บ้าน ตามพระราชดำริ รวมตัวกว่าพันคน มาทวงความคืบหน้าของคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.นครไทย หลังจากฝากเงินกับธนาคารหมู่บ้านแล้ว ไม่สามารถเบิกได้ ทำให้ชาวบ้านที่ฝากเงินไว้ ต้องสูญเสียเงินกว่า 200 ล้านบาท บางคนเสียเงินที่ฝากไว้ 1-3 ล้านบาท ต้องจมกับธนาคารหมู่บ้าน และได้แจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการโครงการธนาคารหมู่บ้านแล้ว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่คดีไม่คืบหน้า จึงได้รวมตัวกันมาทวงความคืบหน้าของคดีดังกล่าว

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีตำรวจภูธรนครไทย จ.พิษณุโลก ชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ใน อ.นครไทย จำนวนกว่า 1 พันคน ที่เป็นสมาชิกโครงการธนาคารหมู่บ้าน ตามพระราชดำริ เดินทางมาที่โรงพักนครไทย เพื่อทวงถามความคืบหน้าของคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.นครไทย หลังจากฝากเงินกับธนาคารหมู่บ้านแล้ว ไม่สามารถเบิกได้ ทำให้ชาวบ้านที่ฝากเงินไว้ต้องสูญเสียเงินกว่า 200 ล้านบาท บางคนเสียเงินที่ฝากไว้ 1-3 ล้านบาท ต้องจมกับธนาคารหมู่บ้าน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่เริ่มมีการฝากเงินกับทางธนาคารมาหลายปี ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาสามารถถอนเงินใช้ได้ปกติ แต่มาเมื่อปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ โดยธนาคารให้เหตุผลว่า “ไม่มี” ทั้งๆ ที่มีการฝากเงินอยู่ตลอด โดยชาวบ้านมีหลักฐาน เป็นสมุดบัญชีที่ทางธนาคารออกให้ และมีหลักฐานสลิปการโอนฝาก (บางส่วน) โดยตอนนี้ชาวบ้านผู้เสียหายทั้งหมดกำลังรวบรวมรายชื่อ และยอดเงินที่ชัดเจนทั้งหมดอยู่ ซึ่งมีมูลค่ารวมแล้วประมาณไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ดำเนินการแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับทางสถานีตำรวจ สภ.นครไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ

โดยล่าสุด พ.ต.อ.สมบูรณ์ สีแดง ผกก.สภ.นครไทย พร้อมด้วยนายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ ส.ส.เขต 5 พรรคก้าวไกล และนายณัฐวุฒิ ชัยสิทธิ์ ปลัดอำเภอนครไทย ได้ออกมารับเรื่อง พร้อมกับชี้แจงให้กับชาวบ้าน โดย พ.ต.อ.สมบูรณ์ สีแดง ผกก.สภ.นครไทย บอกว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ธนาคารหมู่บ้าน ตามพระราชดำริ ในพื้นที่ อ.นครไทย ทั้งอำเภอมีจำนวน 10 สาขาย่อยต่างๆ โดยที่ผ่านมาทางธนาคารจะนำเงินฝากของประชาชน นำไปให้สมาชิกกู้ โดยกู้แต่ละครั้งก็มีบุคคลค้ำประกัน หลักทรัพย์ค้ำประกันบ้าง ซึ่งต้องกล่าวว่าการนำเอาโฉนดที่ดินมาค้ำประกันกับธนาคารหมู่บ้านตามพระราชดำริ โดยไม่ผ่านสำนักงานที่ดิน ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ในปี 2564 ปรากฏว่ามีสมาชิกไปขอเงินคืนที่ฝากกับธนาคารไว้ จำนวน 4 ธนาคาร คือ ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ เครือข่ายสาขาบ้านนาบัว ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ เครือข่ายสาขาบ้านน้ำทวน ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ เครือข่ายสาขาบ้านน้ำลอม และธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ เครือข่ายสาขาบ้านโคกเนินทอง ก็ไม่มีเงินคืนให้ โดยอ้างว่าปล่อยเงินกู้ให้กับสมาชิกไปแล้ว และสมาชิกก็ไม่มีเงินคืนให้ ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทั้งนี้ ทางธนาคารก็แจ้งว่า ปัญหาดังกล่าวจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการฟื้นฟูกิจการของธนาคารกลับมา โดยมีแผนอยู่แล้ว

Advertisement

ในส่วนของการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ขณะนี้ได้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการธนาคารทั้ง 4 แห่งแล้ว ในความผิดข้อหา ฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน การดำเนินคดีทั้งหมดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนไปกับอัยการแล้วและนอกจากสำนวนแล้ว ทางตำรวจ สภ.นครไทยได้ทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพราะการฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมายถือว่าเป็นความผิดมูลฐาน ตามกฎหมายต้องส่งให้ ปปง.ตรวจสอบว่าเส้นทางการเงินไปถึงใคร อย่างไร

ด้านนายณัฐวุฒิ ชัยสิทธิ์ ปลัดอำเภอนครไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้แล้วและได้รายงานไปที่กระทรวงมหาดไทยด้วย พร้อมกับให้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อมาทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยล่าสุดธนาคารหมู่บ้าน ตามแนวพระราชดำริ มีจำนวน 8 ธนาคาร มีสมาชิกทั้งหมดกว่า 8 พันบัญชี มีเงินหุ้น และเงินฝาก จำนวน 461 ล้านบาท เงินสดแทบไม่มีเหลือเลย มีบางธนาคารเหลือเพียงหลักพันบาท บางธนาคารก็มี 2 ล้านบาท นอกจากนั้นก็ไม่ทราบว่าเงินหายไปไหน กำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งล่าสุดทางอำเภอได้หนังสือมาจากจังหวัด ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งต้องขอข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง

ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการขอให้ชาวบ้านลงชื่อข้อมูล เบอร์โทรศัพท์ไว้ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อติดต่อให้มาแจ้งความอีกครั้งเนื่องจากไม่สามารถรับแจ้งความทั้งหมดกว่าพันคนได้ ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครไทยจะประสานกับตำรวจภูธรภาค 6 มาร่วมรับแจ้งความดำเนินคดีด้วย เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทำให้ชาวบ้านที่ลงทะเบียนเสร็จแล้ว ก็เริ่มทยอยกลับไปในที่สุด