จบสวย! พนง.ส่งของโร่ขอโทษ ทวงเงินพัสดุตอนตี 1 ด่าแม่พิธีกรดัง เผยเหตุทำให้โมโห
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Napatrapee Maneenattasti” ได้โพสต์คลิปภาพจากวงจรปิดหน้าบ้าน พนักงานขนส่งเอกชนมาเก็บเงินตอนเวลาตี 1 เหตุเกิดเมื่อเวลา 01.12 น. วันที่ 28 มี.ค.67 ที่ได้นำพัสดุมาวางไว้ที่บ้านก่อนหน้านี้ ก่อนจะมาเก็บเงินในช่วงดึก แล้วตะโกนเรียกเสียงดัง ตอนนั้นแม่อยู๋ที่บ้าน โดยพ่อป่วยติดเตียงอยู่ แม่จึงนำเงินออกไปให้จำนวน 249 บาท ซ้ำแม่ยังถูกด่าอีกด้วย
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านที่ปรากฏอยู่ในคลิปภาพ โดยได้พบกับ นางอมลวรรณ มณีณัฐสิทธิ์ อายุ 60 ปี เจ้าของบ้าน และ นายนภัสรพี มณีณัฐสิทธิ์ อาชีพพิธีกร เป็นบุตรชายของนางอมลวรรณ และเป็นผู้โพสต์คลิปภาพพร้อมกับข้อความดังกล่าวข้างต้นด้วย
นางอมลวรรณ เล่าว่า เหตุการณ์ในวันนั้น ตอนเช้าตนเองออกไปทำงานกับลูกชาย แล้วมีคนมาส่งของในช่วงบ่ายซึ่งก็คือ น้องคนที่มีปัญหากันง โดยตอนที่น้องเขามาส่งของที่บ้านแต่ไม่มีคนอยู่ เขาจึงโทรมาบอกลูกชาย ทางลูกชายก็บอกให้เอาของวางไว้หน้าบ้านแล้วจะโอนเงินให้เพราะทำงานอยู่ ต่อมาในช่วงบ่ายน้องคนส่งของก็โทรมาอีก ลูกชายก็บอกว่าจะโอนให้เดี๋ยวนี้ แต่คาดว่าน่าจะลืมเพราะยังทำงานอยู่
นางอมลวรรณ กล่าวต่อว่า จนกระทั่งตอนกลางดึกประมาณตี 1 กว่าๆ น้องเขามาตะโกนที่หน้าบ้าน เพื่อเรียกเก็บเงิน ตนเองที่กลับมาอยู่บ้านกับพ่อของลูกก็ตกใจออกมาถามว่าเท่าไหร่ จากนั้นก็ไปหยิบเงินมาให้ 249 บาท แต่ด้วยความที่ต่างคนต่างใช้เสียงดัง และมีการใช้คำพูดบางคำที่อาจจะไม่เข้าหูกัน ก็เลยกลายเป็นเรื่องตามคลิปที่ปรากฎ
นางอมลวรรณ กล่าวต่อว่า ซึ่งในส่วนของแม่นั้นเป็นคนพูดจาเสียงดังอยู่แล้ว แต่ก็เห็นว่า น้องคนส่งของก็เสียงดังและพูดจาไม่เพราะด้วย โดยน่าจะอารมณ์เย็นกว่านี้ เขามาเก็บเงินเราเข้าใจ เรายินดีจ่ายให้ แต่ไม่ควรมาในยามวิกาลดึกตื่นเช่นนี้ เพราะเราเองก็อยู่กับพ่อของลูกที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงและนอนอยู่ตรงประตูทางเข้าบ้าน อีกทั้งยังเป็นโรคหัวใจ นอกจากจะทำให้เกิดความกลัวแล้ว ยังอาจทำให้คนป่วยตกใจได้ด้วย ประกอบกับมาตะโกนเสียงดังหน้าบ้าน จึงเกรงว่าเพื่อนบ้านจะเกิดความรำคาญ
นางอมลวรรณ กล่าวต่อว่า พอหลังจากที่เกิดเรื่องก็โทรไปบอกลูกชาย แล้วลูกก็กลับมาดูกล้องวงจรปิดหน้าบ้าน จากนั้นก็รออยู่ราวๆ 2 วัน น้องคนส่งของยังไม่มาขอโทษ ทางลูกชายจึงพาตนเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาพอน้องคนส่งของทราบว่าตนเข้าแจ้งความและเห็นคลิปภาพใน TikTok กับ เฟซบุ๊ก ก็ได้มาขอโทษตนเอง ซึ่งตนและลูกชายก็ยกโทษให้ และไม่อยากให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยหลังจากนี้ก็จะไปถอนแจ้งความที่ สภ.โคกขาม เพราะต้องการให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี เราอยู่อย่างสงบสุข น้องเขาก็ทำงานต่อไปได้แบบสบายใจ
ด้าน นายสุริยะ พนักงานขนส่งเอกชน บอกว่า เรื่องนี้ตนยอมรับว่าตนเองมีส่วนผิด โดยวันเกิดเหตุตนมาส่งของที่บ้านหลังนี้ แต่ไม่มีคนอยู่บ้าน จึงโทรไปบอกผู้รับให้โอนเงิน ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า กำลังทำงานอยู่จะโอนมาให้ พอตนโทรไปรอบ 2 ก็ได้รับคำตอบเช่นเดิม แต่เงินยังไม่โอนมา กระทั่งตนกลับมาพักที่บ้าน พอตื่นมากลางดึกเปิดเช็คยอดเงินยังไม่มีโอนเข้ามาแถมติดต่อไม่ได้ ตนจึงขับรถมาที่หน้าบ้านเพื่อมาเก็บเงินค่าของจำนวน 249 บาท เพราะพักอยู่ไม่ไกลกัน
ครั้นพอมาถึงหน้าบ้านตนกดกริ่งแล้วไม่มีใครออกมา ก็เลยตะโกนเรียก จากนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นไปตามคลิปภาพที่ปรากฏ ซึ่งในส่วนของตนแล้วยอมรับว่า มีส่วนผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็อยากจะให้ผู้สั่งสินค้าทุกคนเข้าใจพนักงานส่งของด้วยว่า พนักงานทุกคนต้องปิดยอดสินค้าในแต่ละวัน ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดต่อทางบริษัทฯ อาจถึงขั้นถูกแจ้งความข้อหายักยอกทรัพย์ได้ โดยตนก็ต้องขอโทษคุณป้าและครอบครัว ที่ทำให้เกิดความตกใจกลัวและกลายเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากนี้ก็จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และขอบคุณที่จะถอนแจ้งความให้
ส่วน นายนภัสรพี มณีณัฐสิทธิ์ พิธีกรซึ่งเป็นลูกชายนางอมลวรรณ บอกว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากแม่ ก็รีบกลับมาบ้านแล้วเปิดวงจรปิดดู พอเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตกใจอยู่เหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมาจากความไม่เข้าใจกันหรือไม่คุ้นเคยกัน โดยน้องคนนี้เพิ่งจะมาส่งของที่บ้านของตนเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาคนมาส่งจากบริษัทฯ สีต่างๆ ก็จะเข้าใจตนดีถึงวิธีการให้ส่งสินค้า และการจ่ายเงินของตนเอง
นายนภัสรพี กล่าวว่า แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดนั้นมาจากตนเป็นต้นเหตุ หากไม่ลืมโอนเงินเรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น แต่พอตนดูคลิปแล้วก็ทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นมาด่าแม่ จึงได้รอให้อีกฝ่ายมาขอโทษ กระทั่งเห็นว่าเงียบหายไป ก็เลยมีการโพสต์คลิปภาพลงในโซเชียล แล้วก็เข้าแจ้งความที่ สภ.โคกขาม อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร กระทั่งเมื่อเช้านี้ (1 เม.ย.) น้องเขาเห็นคลิปภาพถูกโพสต์ในโซเชียล ก็ได้รีบขับรถมาหาที่บ้าน พร้อมกับอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และยอมรับว่ามีส่วนผิดต่อการกระทำดังกล่าว จากนั้นก็ขอโทษแม่ของตน ซึ่งทางครอบครัวตนก็ยินดีที่จะยกโทษและถอนแจ้งความให้ จะได้ไม่ต้องเป็นคดีความต่อกัน ให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีทั้งสองฝ่าย

