เมื่อวันที่ 5 เมษายน ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เชียงใหม่ รายงานพบจุดความร้อน (Hotspot) ประจำวันที่ 5 เมษายน 2567 รอบเช้า จำนวน 104 จุด ในพื้นที่อำเภอจอมทอง 22 จุด แม่แตง 15 จุด เชียงดาว 12 จุด แม่ริม 10 จุด สะเมิง 9 จุด ไชยปราการ 6 จุด กัลยาณิวัฒนา 6 จุด แม่แจ่ม 5 จุด แม่อาย 4 จุด ฝาง 4 จุด ฮอด 3 จุด พร้าว 3 จุด เวียงแหง 3 จุด อมก๋อย 1 จุด และแม่ออน 1 จุด ซึ่งจากการเกิดจุดเผาไหม้สูงทุกวันส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากดัชนีคุณภาพอากาศแย่ต่อเนื่องเป็นอันดับ 1 ของโลกเกินกว่าสัปดาห์ จากการตรวจสอบของแอพลิเคชั่น AirViusal และ Air4Thai ที่พบว่าฝุ่น Pm 2.5 เกินค่ามาตรฐานยาวนาน และในเช้าวันนี้ยังพบการเผาป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย บริเวณหลังห้วยตึงเฒ่าต่อเนื่องบ้านแม่แรม อำเภอแม่ริม
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) สรุปสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ประจำวันที่ 5 เมษายน 2567 ในพื้นที่รับผิดชอบว่า พบค่า PM 2.5 มีค่าระหว่าง 84.1 – 191.0 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในภาคเหนือให้รับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวซ้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย PM 2.5 = 105.8 มคก./ลบ.ม. ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย PM 2.5 = 190.2 มคก./ลบ.ม. ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย PM 2.5 = 191.0 มคก./ลบ.ม. ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM 2.5 = 106.5 มคก./ลบ.ม. ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM 2.5 = 111.0 มคก./ลบ.ม. ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM 2.5 = 110.9 มคก./ลบ.ม. ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ PM 2.5 = 87.8 มคก./ลบ.ม. ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 175.4 มคก./ลบ.ม. ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ PM 2.5 = 84.1 มคก./ลบ.ม. ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน PM 2.5 = 90.6 มคก./ลบ.ม. ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน PM 2.5 = 126.7 มคก./ลบ.ม. ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM 2.5 = 181.5 มคก./ลบ.ม. ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM 2.5 = 171.1 มคก./ลบ.ม. และต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM 2.5 = 116.4 มคก./ลบ.ม.
ล่าสุด นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าสำรวจพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม เพื่อสังเกตการณ์และติดตามการทำงานของเครื่องสูบน้ำระยะไกลและเครื่องจักรกล/พาหนะที่เกี่ยวข้องเร่งเพิ่มความชุ่มชื่นพื้นที่เสี่ยงไฟป่า โดยนำเครื่องสูบน้ำระยะไกลระยะสูบน้ำได้ 3 – 10 กิโลเมตร เพิ่มความชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำในเขตป่า ลดผลกระทบไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เสริมการจัดทำฝายชะลอน้ำของจังหวัดเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม สภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดเผยข้อมูลว่า ก่อนเข้าฤดูร้อนปีนี้ ดาวเทียมสำรวจคุณภาพอากาศ ASIA-AQ ได้เคลื่อนที่มาเหนือประเทศไทย และจับตาภาวะหมอกควันในบริเวณนี้อย่างใกล้ชิด และในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เครื่องบิน DC-8 และ Gulfstream III ขององค์การนาซา ได้ทำการบินเหนือน่านฟ้าเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบเพื่อเก็บตัวอย่างคุณภาพอากาศ ซึ่งทำไปพร้อมๆ กันกับที่ดาวเทียมสังเกตการณ์ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลหมอกควัน และนาซาได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียม ‘มลพิษทางอากาศ’ บริเวณภาคเหนือของไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาการเผาในที่โล่ง และภาพถ่ายทางอากาศจากเครื่องบินสำรวจเหนือน่านฟ้าของไทยที่บันทึกไว้วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
โดยเว็บไซต์ของนาซาระบุด้วยว่า จุดไฟที่เกิดขึ้นมักเกิดจากการที่มีคนจุดโดยตั้งใจ และมีขนาดเล็กไหม้อยู่ไม่นาน แต่มักก่อให้เกิดควันจำนวนมาก และสร้างมลพิษทางอากาศปกคลุมไปทั่วพื้นที่ชนบทและพื้นที่เมือง ชั้นหนาของหมอกควัน จะเต็มไปด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า แอโรซอล และแก๊สต่างๆ เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนออกไซด์ และโอโซน ที่ทำลายคุณภาพอากาศและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ละปีประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมากถึง 33,000 คน และมีผู้ล้มป่วยอีกจำนวนนับล้านคน หลังจากนี้นักวิทยาศาสตร์จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมจากเครื่องบินสำรวจ ร่วมกับข้อมูลจากการตรวจจับของดาวเทียม รวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ต่อไป
ด้านนานแอนดรูว์ เลย์ฮี กงสุลฝ่ายการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ และนายเอวาน บิง U.S. Air Quality Fellow ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศจากสหรัฐอเมริกา นำคณะเข้าดูงานที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ โดยมีนายสุกฤษฎ์ เกิดแสง ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ให้การต้อนรับ และร่วมหารือเกี่ยวกับอุปกรณ์ตรวจวัดต่างๆ และเทคนิคการประมวลผลการวิเคราะห์ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แก้ไขปัญหาคุณภาพอากาศในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีการศึกษาการตรวจและวิเคราะห์อากาศชั้นบนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ (WIND PROFILER) ศึกษาการตรวจอากาศชั้นบนด้วยวิธี RADIOSONE เครื่องมือจัดเก็บฝุ่นละอองในอากาศ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคณะ กับทีมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควมคุมมลพิษที่ 1 สำนักงานสาธารณสุขเชียงใหม่ สภาลมหายใจเชียงใหม่
โดยในส่วนของการตรวจและวิเคราะห์อากาศชั้นบนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดลมชั้นบนด้วยคลื่นความถี่ (Wind Profiler) และเครื่องมือตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น (Radiometer) ปัจจุบันติดตั้งไว้ 2 จุด คือที่ สถานีตรวจอากาศชั้นบนเชียงใหม่และที่สถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย เครื่องจะทำการตรวจและส่งข้อมูลผ่านโปรมแกรมแสดงผลทุกๆ 5 นาที ทำให้นักอุตุนิยมวิทยามีข้อมูลในการวิเคราะห์อากาศได้ละเอียดมากขึ้น โดย Wind Profiler ตรวจวัดความเร็วและทิศทางของลมชั้นบนที่ระดับต่าง ๆ จากพื้นดิน และตรวจวัดพร้อมแจ้งเตือน การเกิดลมเฉือน บริเวณที่เกิดพายุฟ้าคะนอง โดยข้อมูลทั้งหมดที่ตรวจวัดได้ สามารถระบุเวลา และระดับความสูง ที่ เกิดสภาวะลมเฉือนได้ ซึ่ง Wind Profiler จะประกอบด้วย RADAR ตรวจและรายงานข้อมูลทิศทางและความเร็วของลมชั้นบนที่ระดับตั้งแต่ 200 เมตร ถึง 5 กิโลเมตรขึ้นไป SODAR ตรวจและรายงานข้อมูลทิศทางและความเร็วของลมชั้นบนที่ระดับผิวพื้นถึง 200-300 เมตร RADIOMETER เป็นเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ และความชื้นที่ระดับความสูงต่างๆจากพื้นดิน แสดงผลข้อมูลผ่าน โปรแกรม RAOB และ โปรแกรม VIZAIR
ส่วนข้อมูลอากาศชั้นบนกับการสะสมตัวของฝุ่นควัน ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้หรือแหล่ง กำเนิดฝุ่นควันอื่นๆ ฝุ่นควันเหล่านั้นไม่สามารถระบายออกไปได้ ซึ่งสภาพอากาศที่มีผลทำให้ฝุ่นควันไม่สามารถระบายออกไปได้หรือระบายออกได้น้อย คือ อากาศมีเสถียรภาพ (อากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นข้างบนได้) ลมอ่อน อุณหภูมิผกผันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อากาศมีเสถียรภาพ ซึ่งสาเหตุของการเกิดอุณหภูมิผกผันในบ้านเราเกิดจากการคายความร้อนของพื้นผิวโลก (Radiation inversion) และการจมตัวลงของอากาศ ระดับบน (subsidence inversion)
การตรวจอากาศชั้นบน ด้วยวิธี Radiosonde ข้อมูลที่ได้ประกอบด้วย อุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ ทิศทางและความเร็วลม ซึ่งเป็นข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์เสถียรภาพของอากาศ และระดับ Mixing Height ทำให้ ทราบสภาพอากาศที่ทำให้ฝุ่นควันสะสมตัวมากน้อยขนาดไหน และสามารถหาค่าการระบายของอากาศได้ด้วยการนำความเร็วลมคูณกับ Mixing Height วันที่อากาศมีเสถียรภาพ ฝุ่นควันจะลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศได้ไม่เกินระดับ Mixing Height ซึ่งในช่วงเช้าระดับ Mixing Height จะอยู่ต่ำ เมื่อเกิดการเผาไหม้ฝุ่นควันจะมีการสะสมตัวมากในระดับต่ำ และในช่วงบ่ายระดับ Mixing Height จะสูงขึ้นซึ่งจะทำให้ฝุ่นควันลอยสูงขึ้นได้
นายบัณรส บัวคลี่ ฝ่ายประสานงานยุทธศาสตร์ สภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า กฎหมายใหม่จะมีความสามารถแก้ปัญหาได้จริงแค่ไหน โดยเฉพาะแหล่งกำเนิดใหญ่ การเผาที่โล่งที่กำลังถล่มภาคเหนือทั้งภาคเป็นนรกอยู่ตอนนี้ มาจากการตั้งใจเผา ลักลอบเผา และหาทางเผา โดยอ้างการชิงเผาภาครัฐอยู่ทั่วไป บางจุดกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกตำบลไม่ต้องการ อีกฝ่ายบอกจุดให้จบๆ ไป แต่มันลามต่อหลายวัน เพราะไม่ตั้งใจบริหารไฟจริง ไฟที่เกิดตั้งแต่ปลายเดือนเป็นไฟบุฟเฟ่ต์ อาศัยช่วงที่เจ้าหน้าที่ดับไฟเหนื่อยล้า ระดมจุดกันทั่วไป ที่เล็กจึงกลายเป็นใหญ่ แหล่งไฟใกล้กระทบแรง ภายใต้สภาวะอากาศแบบนี้ต้องไม่มีแหล่งกำเนิดในพื้นที่ผสมโรงกับฝุ่นข้ามแดน แต่เราก็จุดกันวันละเป็นพันๆ กอง แล้วจะห้ามไฟลักลอบอย่างไร จะจัดการปัญหานี้ได้อย่างไร นี่เป็นโจทย์สำคัญใหญ่สุดที่น่ากังวลของร่างกฎหมายอากาศสะอาด ขณะนี้อยู่ระหว่างแปรญัตติกันหลายร่าง
“กฎหมายที่มีอยู่ มาจากแนวคิดภัยพิบัติ ให้อำนาจพิเศษ ให้เงิน ให้อำนาจ บทลงโทษ เช่น พรบ.ปภ. ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้ซิงเกิ้ลคอมมานด์ ที่จริงยังมี พรก.ฉุกเฉิน พรบ.โรคติดต่อ ฯลฯ ประกาศเขตขึ้นมา ประเทศเราไม่ได้ขาดแคลนบทลงโทษเผาป่า ลำพังกฎหมายด้านป่าไม้ที่ใช้อยู่หลายฉบับลงโทษการเผาในป่าหนักมาก ขนาดที่เจ้าหน้าที่ยังกังวล จับกุมไปเข้าคุก 5 ปี ปรับเป็นแสน ชนิดที่ชุมชนนั้นจะเป็นปฏิปักษ์กันระยะยาว หรืออาจจะมีไฟตูมเดียวสิบจุดรอบสำนักงานในคืนถัดไป กฎหมายอากาศสะอาด ถ้ามีแค่เรื่องการรับรองสิทธิเพิ่มขึ้น มีกลไกห้ามนำเข้าสินค้าข้ามแดนจากการเผาได้จริง แต่หากยังไม่มีอิทธิฤทธิ์มาแก้ปัญหาแหล่งกำเนิดการเผาที่โล่งภาคเหนือ การลอบเผาในป่าแบบที่กำลังเกิด จะเสียเวลาเติมปรับกันใหม่อีก”
นายบัณรส กล่าวว่า ประเด็นที่กรรมาธิการควรพิจารณาอย่างยิ่งคือ กลไกปฏิบัติการ ที่เป็นจุดอ่อนอยู่ ประเทศเรามีโครงสร้างราชการส่วนกลางภูมิภาคท้องถิ่นที่ไม่สวมรับกันจริง แค่ปัญหาไฟในป่า ไฟป่าสงวน ไฟเกษตรชุมชนในป่า เอาแค่นี้ก่อน ก็จะเห็นว่าไม่มีเจ้าภาพปัญหาแท้จริงสักราย หรือบางหน่วยอาจจะรู้สึกว่าเป็นเจ้าภาพ แต่ยังต้องเติมเต็มจากหน่วยอื่น ยังขาดขั้นตอนวิธีและอำนาจไปทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ยกตัวอย่างสามป่าเหนือเขื่อนที่เป็นแปลงไฟใหญ่สุดของประเทศ ต่อให้ประกาศพื้นที่สามป่าอนุรักษ์แล้ว จะป้องกันจัดการดำเนินการอย่างไรต่อให้เกิดประสิทธิภาพ จากนี้ไปคำตอบคือ มีชุมชนหมู่บ้านในนั้น ฝ่ายปกครองต้องมา แต่ภารกิจไม่มา งบประมาณไม่มา ช่วงเวลาปกติผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปยุ่งอะไรไม่ได้หรอก ที่จริงยังต้องมีฝ่ายมั่นคง มีเรื่องคาบเกี่ยวกับอีกจังหวัดคือลำปาง และป่าสงวน ของกรมป่าไม้ด้านแม่พริก ซึ่งนั่นก็ไม่มีงบ ไม่มีคน ไม่มีอะไรต้องมาเกี่ยวกับแหล่งไฟใหญ่สุดของประเทศแปลงนี้ ร่างกฎหมายเดิมเขียนให้มีการประกาศเขตโดยพื้นที่จังหวัด และ พื้นที่พิเศษ เพื่อสามารถดำเนินการโดยอาศัยฐานอำนาจจากกฎหมายใหม่ แต่ถูกตัดไปก่อนเข้าสภาฯ น่าเสียดาย เพราะป่าพื้นที่ปัญหาของเราข้ามจังหวัด ข้ามหน่วยเยอะมาก การจะมีแผนปฏิบัติการระหว่างปี เป็นสิ่งที่ขาดอยู่
นี่คือจุดที่ต้องเติมลงไป ในช่องโหว่มหาศาลของระบบราชการ สิ่งที่เกิดในปีนี้ เป็นรูปธรรมโจทย์ตุ๊กตาให้กรรมาธิการขบคิดต่อ กฎหมายอากาศสะอาดควรต้องมาแก้ปัญหาวิกฤติภาคเหนือได้ เพราะลำพังประกาศเขต ให้อำนาจสั่งแบบ พรบ.ปภ. ให้งบฉุกเฉิน ตั้งบทลงโทษหนักๆ ถ้าแค่นี้ยังแก้วิกฤตเหนือไม่ได้โปรดพิจารณาลึกถึงกระบวนการ วิธีบริหารใหม่ที่มุ่งสัมฤทธิ์ตัวสาเหตุโดยตรงด้วย

