ชาวเชียงใหม่ดีใจ ฝนตกลมแรงพัด ‘ฝุ่นจิ๋ว’ ออกไป เปิดหน้ากากออกกำลังกาย-ชมเมฆอ้วนบนท้องฟ้า
วันที่ 11 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเย็นวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เกิดพายุฤดูร้อนในบางพื้นที่ ลมกระโชกแรง ฝนตกต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน แม้จะไม่มากนักแต่ช่วยลดฝุ่นควันลงได้มาก ทำให้เช้านี้สภาพอากาศของเมืองเชียงใหม่สดใสขึ้น ประชาชนชาวเชียงใหม่ต่างพากันโพสต์ภาพท้องฟ้าสดใส เมฆอวบอ้วน และออกกำลังกาย ท่ามกลางไม้ดอกสีสดที่บานสะพรั่งรับเทศกาลป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่อย่างมีความสุข
โดยศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เชียงใหม่ รายงานว่า รอบเช้านี้ จังหวัดเชียงใหม่ไม่พบจุดความร้อน ส่งผลให้ดัชนีคุณภาพอากาศที่เคยย่ำแย่มานานหลายสัปดาห์ลดลงไปอยู่ที่อันดับ 18 วัดค่าได้ 98 ในขณะที่ค่า PM2.5 ลดลงทุกอำเภอ แต่ยังมีคำเตือนจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน) ว่า ประชาชนยังต้องระมัดระวังอันตรายจากค่าฝุ่นจิ๋วไปอีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สุกฤษฎิ์ เกิดแสง ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ออกประกาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ฉบับที่ 5 (24/2567) เรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณภาคเหนือ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นยังคงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเมียนมาและภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรและอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงไว้ด้วย
โดยจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้ วันที่ 11 เมษายน 2567 จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และตาก

ทางด้าน ดร.เจน ชาญณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า สถิติจุดความร้อนสะสมปีนี้ ข้อมูลจาก GISTDA น่าสนใจมาก วิเคราะห์ได้ดังนี้
1.เราชะลอการเผาได้ดีมากในช่วง ม.ค.- ก.พ. เรียกได้ว่าเทียบเท่ากับปี 2565 ทำให้อากาศดีมากในเชียงใหม่ และสร้างความหวังแก่คนจำนวนมาก ที่สำคัญคือป่าในช่วงนั้นยังเหลือความชื้นอยู่และยังไม่พร้อม ดูจากสีของใบไม้ในป่าผลัดใบ ผู้เผาก็จะทราบว่าป่ายังแห้งไม่พอและไม่พร้อม
2.เรามาเริ่มเผาจริงจังกันตั้งแต่ต้น มี.ค. กราฟพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ความชันก็แซงค่าเฉลี่ย 5 ปี
3.ช่วงระหว่างวันที่ 18-21 มีนาคม 2567 มีฝนใหญ่เข้าภาคเหนือตอนบน จากความกดอากาศสูงที่เข้ามา ทำให้จำนวนจุดความร้อนหายไป กราฟกลับมานอนเป็นระยะเวลาสั้นๆ
4.มือเผารอป่าแห้ง หลังวันที่ 27 มีนาคม ก็ลงมือเผากันต่อ พร้อมๆ กัน จำนวนจุดความร้อนพุ่งขึ้นอีกราว 1 สัปดาห์และค่อยๆ ลดลงถึงปัจจุบัน ป่าจำนวนมากไหม้ไปแล้ว
5.สองวันนี้มีฝนเข้ามาอีกรอบจากความกดอากาศสูงรอบใหม่ และฝนตกทั่ว ทำให้จำนวนจุดความร้อนหายไปจากภาคเหนืออีกครั้ง กราฟจะกลับมานอนอีกรอบ
6.อนาคตจะเป็นอย่างไร กราฟเริ่มคงตัวจากสงกรานต์เป็นต้นไป คาดว่าปีนี้กราฟก็จะเริ่มนอนจากนี้เป็นต้นไป และน่าจะต่ำว่าค่าเฉลี่ยพอควร
7.ติดตามดูพบว่าครึ่งตะวันตกของภาคเหนือตอนบนไหม้ไปหมดแล้ว เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีจุดความร้อนมากกว่าปีก่อนเสียอีก ส่วนเชียงใหม่ ลำพูน ลดลงเล็กน้อย ตัวที่ช่วยให้จุดความร้อนลดลงนั้นคือ ครึ่งตะวันออกของภาคเหนือตอนบนหลักๆ คือ เชียงราย และน่าน ส่วนพะเยา แพร่ ก็รองลงมา
8.ความเสี่ยงในอนาคต อยู่กับจังหวัดเชียงรายกับน่าน โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก ที่ยังไม่ได้ไหม้เลย หลังจากหลุดจากช่วงหน้าเผาเด็ดขาดมาน่าจะเสี่ยงขึ้น แต่คาดว่าไม่น่าจะขึ้นได้มากเท่าไรแล้ว จึงขอให้พี่น้องในสองจังหวัดนี้เข้มแข็งและสอดส่อง
9.ตัวที่ควบคุมการเผาจริง คือ ปริมาณฝนที่ตกอย่างคงตัว ไม่เว้นระยะนานให้ป่าแห้ง เมื่อป่ากลับมาเขียวแล้ว ชาวบ้านก็จะเลิกคิดจะเผา หรือถ้าเผาก็จะไม่ลุกลามไปได้มาก







