สมาคมผู้เลี้ยงหมูภาคใต้ ยัน ขึ้นราคาเนื้อสุกร 4 ครั้ง เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ประสบภาวะขาดทุน วอน รัฐปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกการตลาด เผยลักลอบนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ผู้เลี้ยงหมูเดือดร้อนขาดทุน ผู้เลี้ยงรายย่อยเลิก 75% บวกกับอากาศร้อนหมูโตช้า
เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตของผู้เลี้ยงสุกร ที่ประสบปัญหาของการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในราคาที่ต่ำมาก ส่งผลให้ราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตภายในประเทศตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องกว่า 1 ปี
“ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นจากการปรับราคาของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ต้นทุนด้านพลังงาน ต้นทุนด้านแรงงาน ต้นทุนด้านระบบ Biosecurity ของฟาร์มเพื่อป้องกันโรคระบาด เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ที่สร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรมาแล้วเมื่อปี’64
นายปรีชาเปิดเผยว่า จากปัญหาส่งผลทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยได้รับความเดือดร้อน ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ไม่สามารถแบกรับภาระได้ จึงต้องเลิกเลี้ยงไปกว่า 75% จากเกษตรกรรายย่อยทั้งประเทศ
นายปรีชาเปิดเผยว่า ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติร่วมกับสมาคมภูมิภาคปรับราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม จาก 50 กว่าบาท ปรับราคาขึ้นมา 4 บาท ตั้งแต่วันพระที่ 1 เม.ย.67 จนถึงวันพระล่าสุด 23 เม.ย.67 ราคาจำหน่ายสุกรขุนหน้าฟาร์มภาคใต้อยู่ที่ 74 บาท

“การปรับราคาสุกรเป็นผลมาจากการที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับกรมปศุสัตว์ กรมการค้าภายใน และผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ จัดโครงการตัดวงจรลูกหมูทำหมูหัน เพื่อลดปริมาณสุกร และรักษาเสถียรภาพของราคาสุกรภายในประเทศ โดยการตัดวงจรลูกสุกรที่น้ำหนัก 3-7 กก. ไปทำหมูหัน 450,000 ตัว ทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.”
นายปรีชาเปิดเผยว่า สมาคมฯขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงสุกรที่มีแม่พันธุ์ตั้งแต่ 2,000 แม่ขึ้นไป ซึ่งสมาคม ประสานผู้ซื้อในราคาตัวละ 150 บาท และจะได้รับเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ตัวละ 400 บาท ซึ่งต้องใช้งบประมาณสนับสนุนเป็นเงิน 180 ล้านบาท โดยการแบ่งจ่าย 6 งวด งวดละ 30 ล้านบาท ซึ่งงวดแรกได้รับการอนุมัติแล้ว
นายปรีชาเปิดเผยว่า จากสภาวะอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้หมูเติบโตช้า ผลผลิตออกสู่ตลาดช้าลง และจากภาวะขาดทุนต่อเนื่อง จึงต้องมีการปรับราคาขึ้นมาให้ใกล้เคียงต้นทุนการผลิตตามประกาศของสำนักเศรษฐกิจการเกษตรคือ 80 บาท เพื่อลดภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร
“สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในพื้นที่ภาคใต้ขอยืนยันว่า ราคาสุกรที่จำหน่ายในปัจจุบันนั้นยังเป็นราคาที่ยังอยู่ในภาวะขาดทุน จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลราคาและระบบการค้าให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ค้าและผู้บริโภคนั้น ขอให้ดูแลความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตด้วย”
นายปรีชาเปิดเผยว่า หากภาคการผลิตอยู่ในภาวะขาดทุนและถูกกดราคาอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรก็ไม่สามารถประกอบอาชีพผู้เลี้ยงสุกรต่อไปได้ จึงควรปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกของตลาด เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ผู้บริโภคไม่ขาดแคลนและสามารถซื้อเนื้อหมูได้ในราคาที่เหมาะสม

