หน้าแรก ภูมิภาค ถกเดือดแก้ปัญ...

ถกเดือดแก้ปัญหา ตะกั่วลำห้วยคลิตี้ ชาวบ้านสุดทนคพ. ผ่านไป 11 ปี กากหางแร่ยังอยู่นับแสนตัน

18.05.24 | 14:03 น.

คพ.-สวสท. ลงพื้นที่ถกแก้ปัญหาพิษตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ขณะที่ชาวบ้านลั่นปัจจุบันกากหางแร่ยังอยู่นับแสนตัน ไร้การกำจัดตามหลักวิชาการ หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาผ่านมา 11 ปี

ความคืบหน้ากรณี นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา นายสถาพร ทองผาภูมิปฐวี นายนพพร วสุธาผาภูมิ ผู้แทนชาวบ้านคลิตี้ในฐานะคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อติดตามการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี ยื่นหนังสือถึงกรมควบคุมมลพิษเพื่อขอให้ดำเนินการตามประเด็นต่างๆ เช่น การจัดการกากหางแร่และดินปนเปื้อนที่ยังคงเหลืออยู่ในพื้นที่ การดูดตะกอนหน้าฝายดักตะกอน ทั้ง 4 แห่ง และระยะเวลาการดำเนินการประเมินผลการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

สืบเนื่องจาก วันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสำนักงานโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี หมู่ 4 บ้านทุ่งเสือโทน ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ดร.ชยาวีร์ หวังเจริญรุ่ง ผอ.ส่วนน้ำเสียชุมชน กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ศาสตราจารย์ ดร.ธเรศ ศรีสถิตย์ นายกสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย พร้อมคณะวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ส่วนน้ำเสียชุมชน กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) นายชัยนิรุจน์ มะลิวัลย์ ผอ.สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี นายวัลลภ จินดา ปลัดอำเภอศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทองผาภูมิ นายบรรจง รสจันทร์ นายก อบต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ นายนิติพล ตันติวานิช กำนันตำบลชะแล นายสถาพร ทองผาภูมิปฐวี พร้อมชาวคลิตี้ล่างและคลิตี้บน และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี เข้าร่วมประชุมหารือ โดยมี นายพนม โพธิ์แก้ว ส.ส.กาญจนบุรี เขต 5 พรรคเพื่อไทย ร่วมรับฟังข้อมูล เพื่อนำไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะประเด็นปัญหาของกรมควบคุมมลพิษที่แจ้งให้ทราบว่ากรมควบคุมมลพิษไม่มีงบประมาณในการนำมาบริหารจัดการโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี

ซึ่ง ดร.ชยาวีร์ และ ศ.ดร.ธเรศ ได้ร่วมกันชี้แจงกรณีที่ นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา ตัวแทนคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อติดตามการดำเนินโครงการพื้นฟูลำห้วยคลิตี้ฯ ได้ยื่นหนังสือถึงกรมควบคุมมลพิษ เพื่อขอให้ดำเนินการในประเด็นต่างๆ เช่น ประเด็นการจัดการกากหางแร่และดินปนเปื้อนสารตะกั่วที่ยังคงเหลืออยู่ในพื้นที่ การดูดตะกอนหน้าฝายดักตะกอน ทั้ง 4 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย ตะกอนดินที่สะสมหน้าฝายดักตะกอน KC3, KC4, KC4/1 และ KC5 เป็นต้น

Advertisement

สำหรับบรรยากาศภายในห้องประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างตึงเครียด เนื่องจากตัวแทนและชาวบ้านที่เข้าร่วมไม่พอใจผลการชี้แจงของกรมควบคุมมลพิษที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงเกิดการโต้กันไปมาแบบไม่มีใครยอมใคร ทำให้ นายชัยนิรุจน์ มะลิวัลย์ ผอ.สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี ที่เพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ ลุกขึ้นแนะนำตัวพร้อมกับขอเป็นคนกลางพูดเจรจาให้ทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะได้เดินหน้าในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวคลิตี้ให้ได้ต่อไป เพราะหากยังถกเถียงกันในเรื่องเดิมๆ ทุกอย่างจะเดินต่อไปไม่ได้ โดยนายชัยนิรุจน์ มะลิวัลย์ ได้ใช้เวลาเจรจาประมาณ 20 นาที ก็สามารถดึงสถานการณ์ให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาหารือกันได้ตามปกติ จนกระทั่งเวลา 13.00 น. การประชุมหารือก็แล้วเสร็จ

จากนั้นคณะทั้งหมดได้เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บริเวณโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี บ่อ 10 ไร่ ที่อยู่บริเวณบ้านคุณส่องพู ห่างจากโรงแต่งแร่มาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 500 เมตร โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับ

และจากการสังเกตพบว่า บริเวณหน้าบ่อ 10 ไร่ มีป้ายติดประกาศเตือนให้ประชาชนทราบว่าเป็นเขตอันตราย ห้ามใช้ประโยชน์ในพื้นที่นี้ ส่วนพื้นที่ติดกับบ่อ 10 ไร่ เป็นคันดินขนาดใหญ่สภาพใหม่ ผิวดินมีร่องรอยกัดเซาะของน้ำฝนที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ตลอดแนว ซึ่งบริเวณนี้ชาวบ้านเกรงว่าหากฝนตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูฝน อาจจะทำให้คันดินพังถล่มลงมาและกระแสน้ำจะพัดพาสารตะกั่วไหลลงสู่ลำห้วยคลิตี้ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเหมือนเช่นในอดีต

ดร.ชยาวีร์เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้เป็นไปตามที่ชาวบ้านมีข้อร้องเรียนว่าการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ผ่านมายังเป็นประเด็นที่ชาวบ้านมีข้อกังวลอยู่ใน 4 พื้นที่ที่ชาวบ้านส่งหนังสือเข้ามาที่กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งในวันนี้กรมควบคุมมลพิษได้มาชี้แจงให้ชาวบ้านทราบถึงแผนการการฟื้นฟูในระยะต่อไปว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เบื้องต้นเชื่อว่าชาวบ้านก็คงจะเข้าใจว่าที่ผ่านมานั้นการฟื้นฟูมีปัญหาและอุปสรรคอะไร

ส่วนโครงการฟื้นฟูในระยะที่ 3 ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งการที่จะทำงานต่อไปในอนาคตเราจำเป็นจะต้องอาศัยนักวิชาการ เบื้องต้นนั้นคงต้องให้ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เข้ามาดำเนินการด้วยการส่งนักวิจัยเข้ามาสำรวจในประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันอีกครั้งหนึ่งในกรณีที่ชาวบ้านมีข้อกังวล ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลจากนักวิจัยเป็นตัวนำไปดำเนินโครงการในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังคงติดปัญหาเรื่องของงบประมาณที่จะเข้ามาดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการถกเถียงกันในที่ประชุมมีการอธิบายชี้แจงให้ชาวบ้านได้เข้าใจอย่างไร ซึ่ง ศ.ดร.ธเรศกล่าวว่า ต้องขอเรียนให้ผู้นำและชาวบ้านที่มาร่วมประชุมได้เข้าใจว่า ทีมของพวกผมเข้ามาทำการประเมินผลการดำเนินงานเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ปี 2560-2565 ที่ทางกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ทั้งในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แต่การทางทางกำนันและชุมชนรู้สึกไม่พอใจนั้น อาจจะเกิดจากการที่กำนันและชุมชนคิดว่ากรมควบคุมมลพิษทำได้ล่าช้าและไม่ครบถ้วน เพราะมีบางจุดที่กำนันและชาวบ้านมีข้อกังวล เช่นที่บริเวณโครงการฟื้นฟูแปลง 10 ไร่ และที่บ้านคุณส่องพู ที่พบกองกากหางแร่ใหม่ ซึ่งส่วนตัวแล้วก็เข้าใจว่ากำนันและชาวบ้านเดือดร้อน ซึ่งผมได้แจ้งกับกรมควบคุมมลพิษไปว่าจะต้องไปตั้งงบประมาณในการสำรวจขึ้นมา ซึ่งส่วนตัวผมไม่สามารถบอกได้ว่ากากหางแร่ที่พบใหม่มีปริมาณและความเข้มข้นเท่าไหร่ ซึ่งเราจะต้องใช้วิธีการสำรวจที่ถูกต้อง

ในที่ประชุมผมได้พยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ โดยปีที่ผ่านมาก็มีการประชุมกันมาแล้ว ซึ่งชาวบ้านก็รู้สึกร้อนใจเช่นกัน แต่ก็ได้พยายามชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจด้วยเช่นกันว่าขั้นตอนต้องดำเนินการต่อไป แต่ขณะนี้ก็รู้สึกดีใจที่ทางกรมควบคุมมลพิษได้นำแผนที่ที่เราเตรียมเอาไว้ให้นำไปปรับเพื่อดำเนินการของบประมาณในการนำไปจ้างนักวิจัยเข้ามาสำรวจ ซึ่งการถกเถียงกันในที่ประชุมก็เพราะชาวบ้านเขามีความร้อนใจซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต่างก็เข้าใจ

อีกหนึ่งประเด็นที่จะฝากไปถึงก็คืออยากให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือ หากพบกองกากหางแร่ใหม่ ขอให้รีบแจ้งให้เราทราบทันที เพราะผมจำได้ว่าการลงพื้นที่สำรวจในระยะที่ 1 และ 2 ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่มีข้อมูลมากนักจึงเป็นเหตุทำให้การสำรวจนั้นไม่ครอบคลุมพื้นที่ เพราะในอดีตเราไม่รู้เลยว่าทางบริษัทเหมืองแร่นำกากหางแร่ไปทิ้งเอาไว้จุดไหนบ้าง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลดังกล่าวจากคนในพื้นที่ด้วย

ด้าน นายพนม โพธิ์แก้ว ส.ส.กาญจนบุรี เขต 5 พรรคเพื่อไทย ในฐานะเจ้าของพื้นที่ กล่าวว่า วันนี้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เข้ามาชี้แจงกับชาวบ้านเกี่ยวกับงบประมาณ ปี 2567-2568 เรื่องการฟื้นฟูเยียวยาผลกระทบจากโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ เพื่อให้ชาวบ้านกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แหล่งน้ำแหล่งอาหารจะต้องไม่มีสารพิษจากตะกั่วหางแร่อีกต่อไป

จากการที่ได้มารับฟังปัญหารวมทั้งการที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทั้งกรมควบคุมมลพิษและผู้นำชาวบ้านที่มา พบว่าสารตะกั่วยังมีค่าเกินมาตรฐาน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ตั้งงบประมาณ ปี 2567 เอาไว้เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษามาวิจัยว่าจะมีแผนฟื้นฟูในระยะต่อไปอย่างไร ที่ผ่านมาทราบว่ากรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการในขั้นต้นไปแล้วคือการฟื้นฟูในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แต่ก็ยังมีสารพิษเจือปนอยู่

ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้ตั้งงบประมาณ ปี 2568 เอาไว้ประมาณ 6-7 ล้านบาท เพื่อนำมาดูดกากหางแร่ที่กักเก็บเอาไว้ภายในบ่อ 10 ไร่ และ 22 ไร่ เพื่อไม่ให้ไหลลงสู่ลำห้วยคลิตี้ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ที่สำนักงบประมาณเพื่อนำเข้าเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ส่วนตัวก็จะคอยช่วยทั้งกรมควบคุมมลพิษรวมทั้งชาวบ้านในการเป็นตัวกลางอธิบายให้ทุกคนได้เข้าใจตรงกันว่าวิธีการฟื้นฟูแหล่งน้ำและสภาพแวดล้อมในพื้นที่เป็นไปตามหลักของสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ส่วนเรื่องงบประมาณที่กรมควบคุมมลพิษตั้งไว้ ตนก็จะเข้าไปผลักดันกับสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้ได้โดยเร็วต่อไป

ขณะที่ นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา กล่าวว่า การประชุมชี้แจงของกรมควบคุมมลพิษส่วนใหญ่จะเป็นการกล่าวอ้างเรื่องของงบประมาณที่ใช้สำหรับศึกษาพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง ส่วนตัวเกรงว่าการรองบประมาณในการศึกษาจะเป็นการดึงเวลาออกไป ซึ่งการฟื้นที่นั้นจะต้องทำอย่างเร่งด่วนเพราะว่าพื้นที่บริเวณบ่อ 10 ไร่เริ่มพังทลายลงมาแล้ว หากเก็บเอาไว้นาน ก็จะไหลลงสู่หมู่บ้าน

แต่ทางกรมควบคุมมลพิษบอกกับชาวบ้านว่าจากการศึกษาพื้นที่บริเวณบ่อ 10 ไร่นั้นมีความปลอดภัยแล้ว แต่ชาวบ้านมองว่าไม่เป็นเช่นนั้น และเชื่อว่าหากไม่รีบแก้ไขอีกไม่เกิน 1-2 ปี คันดินจะพังลงมาอย่างแน่นอน ซึ่งการที่ คพ.จะทำการศึกษาใหม่อีกครั้งหนึ่งจะเป็นการถ่วงเวลาหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านต้องการให้ คพ.นำกากหางแร่ออกไปให้หมดแล้วนำไปกำจัดตามหลักวิชาการ ซึ่งที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษไม่ได้กำจัดกากหางแร่ให้ตรงตามหลักวิชาการเลย ซึ่งค่าตะกั่วก็ยังคงอยู่ที่ 70,000-80,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปัจจุบันกากหางแร่ยังมีอยู่นับ 1 แสนตัน แต่ คพ.ได้ขุดขนย้ายออกไปแค่ประมาณ 30,000 ตันเท่านั้น ซึ่ง คพ.ต้องมีหน้าที่ดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม คพ.ต้องเร่งทำโครงการเพื่อของบประมาณเพื่อให้นักวิชาการเข้ามาทำการศึกษาเป็นการเร่งด่วน ที่ผ่านมาบอกว่าจะศึกษาโดยเร่งด่าน แต่ผ่านมา 2 ปีแล้วยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอะไรให้กับชาวบ้านเลย ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2556 ให้กรมควบคุมมลพิษดูดตะกอนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด จนชาวบ้านมองว่าเป็นการดักตะกอนกากหางแร่กองเอาไว้ในหมู่บ้าน