เจ้าของร้านชำ เล่านาที กลุ่มชายอ้างเป็นชุด ปพ. เข้าบุกไล่ลูกค้าออก อุ้มน้องสาวรีด 3 หมื่น
จากกรณี เพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 6 โพสต์คลิปร้องเรียนตรวจสอบ หลังมีกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างเป็นชุด ปพ.เข้ามาที่ร้านชำ แล้วอุ้มน้องเจ้าของร้านไปรีดเงิน 3 หมื่นบาท
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ตระเวนตรวจสอบข้อเท็จจริงจนทราบว่า ร้านขายของชำดังกล่าวตั้งอยู่อยู่ในหมู่ 4 ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม สภ.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เป็นห้องแถวชั้นเดียว 2 คูหา ได้พบกับลูกจ้างของร้าน 3 คน ที่ทำหน้าเฝ้าร้านและจำหน่ายสินค้าแทนเจ้าของร้าน
ลูกจ้างบอกว่า ร้านค้าดังกล่าวมี 2 สามีภรรยาเป็นเจ้าของร้าน ชื่อนายบี (นามสมมุติ) และนางเอ (นามสมมุติ) แต่ในวันนี้เจ้าของร้านทั้ง 2 คนอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก โดยนายกามารูซานไปเฝ้าภรรยาที่ผ่าตัดไส้ติ่ง และเมื่อสอบถามลูกจ้างถึงวงจรปิดที่เพจนำไปลงนั้น ลูกจ้างไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อไร และเมื่อผู้สื่อข่าวได้เบอร์โทรศัพท์มือถือของเจ้าของร้านก็ได้โทรติดต่อประสานเพื่อขอทราบข้อเท็จจริง มีเสียงเรียกเข้าแต่ไม่มีผู้ใดรับสาย
ต่อมาผู้สื่อข่าวจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สากอ อ.สุไหงปาดี ซึ่งอยู่ตรงข้ามร้านค้า โดยได้พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งจนทราบว่ามี พ.ต.ท.ลัทธวิชย์ แคยิหวา สารวัตร สภ.สากอ เป็นหัวหน้าสถานี โดยผู้สื่อข่าวจะขอพบเพื่อทราบถึงรายละเอียดร้านขายของชำหน้า สภ.สากอ ที่มีการลงในเพจเป็นข่าวดัง โดย พ.ต.ท.ลัทธวิชย์ แคยิหวา สารวัตร สภ.สากอ ให้แจ้งต่อผู้สื่อข่าวว่า เหตุดังกล่าวเจ้าของร้านชำไม่ได้เข้าแจ้งความแต่อย่างใด โดยตนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ต้องไปสอบถาม พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผบก.ภ.จว.นราธิวาส แต่ผู้เดียว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวจึงได้ลองติดต่อทางโทรศัพท์มือถือไปยังเจ้าของร้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ นางเอ (นามสมมุติ) รับสายและพยายามสอบถามถึงความมั่นใจว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ จนผู้สื่อข่าวต้องอธิบายจนทำให้นางเอ (นามสมมุติ) มั่นใจว่าเป็นผู้สื่อข่าวจริง และขณะนี้ได้ออกจากโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก หลังพักฟื้นจากการผ่าตัดไส้ติ่งโดยมุ่งหน้าไปยังจังหวัดปัตตานี เพราะไม่กล้าเดินทางกลับยังบ้านพักในพื้นที่ ต.สากอ เนื่องจากเกรงได้รับอันตรายจากที่เพจได้ลงข่าวถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.อุ้มน้องสาวไปเรียกค่าไถ่ โดยนางเอ (นามสมมุติ) ได้นัดพบผู้สื่อข่าวที่สถานีจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองนราธิวาส เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนที่จะเดินทางไปอาศัยอยู่ชั่วคราวในพื้นที่ จ.ปัตตานี
นางเอ (นามสมมุติ) พบผู้สื่อข่าวจึงได้มีการพูดคุยกันก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผู้สื่อข่าวจริงๆ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงได้เปิดเผยถึงเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้นว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.66 ได้มีเจ้าหน้าที่ นปพ.จากนราฯบุกเข้าจับกุม มาค้นร้าน ยอมรับว่าเรามีขายบุหรี่มาเลย์นิดหน่อย เขาเอาสแลนล้อมปิดร้านทั้งหมด พร้อมไล่ลูกค้าทั้งหมดให้ออกไป แล้วปิดไฟปิดประตูทั้งหมดแล้วพากันค้นในร้าน ตอนนั้นเรา 2 คนไม่อยู่ ไปยะลา ลูกน้องโทรมาร้องไห้อย่างหนัก เขาขู่สารพัด แล้วค้นเจอบุหรี่มาเลย์ 2 หรือ 3 คอตตอน ว่าเราขายจริง คนทั่วไปก็ขาย เราขายน้อยๆ ไม่ใช่รายใหญ่ ให้เรากลับมาจากยะลาด่วน
เขาไม่ยอมรอ อุ้มน้องสาวแฟนไปด้วย วนรอบโก-ลก 2 ชั่วโมงกว่าเราถึง เขาโทรมาตลอดไกล่เกลี่ยจะเอาเงิน 4 หมื่น จะเอาให้ได้ หาให้ได้ 4 หมื่น เราไปทำงานมีเงินติดตัวแค่ 4 พันบาท จะขอยืมคนโน้นก็ไม่มีคนนี้ก็ไม่มี เขาบังคับจะเอา 4 หมื่น ถ้าไม่ได้เอา 3 หมื่น เราจะให้ไปจ่ายที่สรรพสามิตเขาก็ไม่ยอม ให้ไปไกล่เกลี่ยกับเขา ไปโรงพักเขาก็ไม่ยอมพาไป น้องสาวบอกว่าเงินในกระเป๋าเขาเยอะมากเลย เจอในรถเก๋งที่เขาพาไป พอเรามาถึงขอเงินจากพี่สาวได้ 15,000 ทีนี้เรามีเงินติดตัว 3,000 บาท เราก็รวมให้เขาหมด โดยนัดไปจ่ายในบิ๊กซีสุไหงโก-ลก ตนไม่สบาย พึ่งผ่าตัดไส้ติ่งมาไม่กล้ากลับบ้าน กลัวความไม่ปลอดภัยด้วย เพราะหลายคนที่โทรมาห่วงความปลอดภัย พี่น้องต่างก็เป็นห่วง แต่ถ้าเป็นแบบนี้จะหนีไปกี่วันเพราะว่าเรามีงานทำ ลูกก็ต้องเรียน
ด้าน พ.ต.อ.ดุลยมาน แยมา รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้เปิดเผยผ่านโทรศัพท์มือถือว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะมีการตรวจสอบทั้งหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏมันมีข้อเท็จจริงหรือไม่ เนื่องจากผู้เสียหายยังไม่ได้มีการเข้าแจ้งความ แต่ถึงอย่างไรตนจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย หากพบว่าเป็นจริงเราก็จะดำเนินการตามขั้นตอน


