ผู้รับเหมาพร้อมพวก รับทราบข้อกล่าวหา หลังสมาชิกวงเร้กเก้ดัง แจ้งความ หลอกสร้างบ้าน สูญหลายล้าน
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่สถานีตำรวจภูธรย่อยเมืองเก่า ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น น.ส.กฤติกา (สงวนนามสกุล) นายศีลวัต (สงวนนามสกุล) และนายกิตติศักดิ์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ พร้อมด้วย นายเดชอิทธินันท์ ใต้ชัยภูมิ ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา 2 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และข้อหาเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
หลังจากที่ถูกนายกิตติพงษ์ อายุ 38 ปี หรือ “เบิร์ด” สมาชิกวงดนตรี “มาเจนต้า” และ น.ส.อาทิติญา อายุ 30 ปี ภรรยาและเจ้าของแบรนด์บ้านแก้วใส ชาว ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน โดยกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้ร่วมกันทุจริตก่อสร้างก่อสร้างบ้านพักอาศัย คอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ตั้งอยู่หมู่ที่ 15 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง และควบคุมการก่อสร้างไม่ถูกต้องตรงตามแบบที่ได้ขอรับอนุญาตจากเทศบาลตำบลเมืองเก่า ไม่ได้ใช้วัสดุให้ตรงกับใบแสดงรายการวัสดุและค่าใช้จ่าย เป็นเหตุให้โครงสร้างบ้านคอนกรีตเสริมเหล็กมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยของผู้อยู่ในอาคาร เหตุเกิดระหว่างเดือน มิ.ย.2566 ถึงเดือน เม.ย.2567
โดยพนักงานสอบสวนใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนของกฎหมายให้ผู้ต้องหารับทราบ

นายเดชอิทธินันท์ ใต้ชัยภูมิ ทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้สัมภาษณ์ภายหลังพาลูกความเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า วันนี้ได้พาลูกความทั้ง 3 คน เข้ามารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน โดยได้มีการทำคำให้การเป็นหนังสือ และจะมีการให้การเพิ่มเติม เนื่องจากข้อกล่าวหาเป็นข้อมูลด้านช่าง เกี่ยวกับขนาดของวัสดุก่อสร้างต่างๆ รวมทั้งหลักการเกี่ยวกับการก่อสร้าง ที่คู่กรณีนำมาเป็นหลักฐานแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งตนเองในฐานะทนายจะต้องไปทำการตรวจสอบและทำคำให้การเพิ่มเติม
นายเดชอิทธินันท์กล่าวว่า ที่มาที่ไปของการแจ้งความดำเนินคดีกันในครั้งนี้ ก่อนที่ลูกความของตนเองกับคู่กรณีจะมีปัญหากัน ทั้งฝ่ายเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน โดยก่อนจะมีการว่าจ้างกัน ทั้ง 2 ฝ่ายได้พบกันในงานอุปสมบทที่ จ.ชัยภูมิ จนได้มีการพูดคุยกันว่า คู่กรณีมีโครงการที่จะก่อสร้างคลังเก็บสินค้าละบ้านพักอาศัย และแจ้งทางลูกความว่า ได้มีปัญหากับผู้รับเหมาก่อสร้างรายแรกจึงได้เลิกจ้างกันไป ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการตกลงรับจ้างทำงานให้กัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้กล่าวหาแจ้งว่าได้จ้างให้ผู้ต้องหาเข้ามาก่อสร้างบ้านคอนกรีต 2 ชั้น และโรงจอดรถยนต์ให้ ก่อนจะเกิดข้อพิพาท ทางทนายความทราบรายละเอียดหรือไม่ นายเดชอิทธินันท์ กล่าวว่า เท่าที่ตนเองดูการก่อสร้างที่เริ่มต้นจากผู้รับเหมารายแรก ไม่ได้มีเพียงแค่การก่อสร้างโรงจอดรถยนต์ และบ้านคอนกรีต 2 ชั้น แต่จะมีโกดังคลังสินค้าด้วย และเป็นบ้านพักอาศัยลักษณะที่เป็นคลังสินค้า ซึ่งโรงจอดรถยนต์มีการมาตกลงกันภายหลัง โดยลูกความของตนเองเข้ามาดำเนินการไปในขั้นตอนที่ผู้รับเหมารายแรกได้ดำเนินการไปพอสมควรแล้ว เช่น การตอกเสาเข็ม การเทคานในบางส่วน ส่วนโกดังที่คู่กรณีใช้เก็บสินค้าในปัจจุบันมีการสร้างไว้เสร็จแล้ว ขณะที่โรงจอดรถยนต์ที่ตนเองตรวจสอบดู ทราบว่าคู่กรณีมีการตอกเสาเข็มเอาไว้ ซึ่งลูกความของตนเองได้เข้ามาแล้วดำเนินการต่อ มีการมาร่วมกันออกแบบ สเก็ตช์แบบออกแบบจนกลายมาเป็นข้อพิพาทกันในปัจจุบันนี้

นายเดชอิทธินันท์กล่าวอีกว่า การว่าจ้างกันในการก่อสร้างบ้านดังกล่าว ไม่ได้มีการทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเพียงการพูดคุยตกลงกันทางวาจา มีข้อความที่สามารถดูข้อเท็จจริงได้ทางแอพพลิเคชั่นไลน์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายคุยกัน ซึ่งเรื่องนี้ตนเองก็แปลกใจว่า ทำไม่จึงไม่มีการทำสัญญากันให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ในความเห็นของตนเองในฐานะทนายความแล้ว มองว่าเป็นการทำสัญญาจ้างทำของ
นายเดชอิทธินันท์กล่าวอีกว่า แม้ไม่มีสัญญาก็บังคับกันได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ว่าจ้างได้แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ โดยให้ทางผู้รับจ้างซึ่งเป็นลูกความของตนเองเสนอ เช่น ถนนคอนกรีตเข้าโครงการ การปรับปรุงระบบไฟฟ้า รวมทั้งโรงจอดรถยนต์ มีการตกลงกันเป็นส่วนๆ ไป ซึ่งก็มีการเบิกจ่ายเงินค่ารับจ้างกันมาเรื่อยๆ จนทั้งถึงงานงวดสุดท้ายที่มีปัญหากัน คือ โรงจอดรถยนต์ และอาคารที่พักอาศัย ที่มีความขัดแย้งกันเรื่องวัสดุก่อสร้าง ซึ่งทางทนายก็ยังไม่ได้ตรวจดูรายละเอียดมากนัก เป็นเหตุให้ผู้ว่าจ้างระงับการจ่ายเงิน เมื่อผู้ว่าจ้างไม่จ่ายเงิน ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินการต่อได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความขัดแย้งกัน คือ เรื่องของการที่ผู้รับเหมาใช้วัสดุที่ไม่ตรงสเปกและทำการก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแปลนที่ผู้ว่าจ้างได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับทางเทศบาลตำบลเมืองเก่าเอาไว้ นายเดชอิทธินันท์ กล่าวว่า จากการสอบข้อเท็จจริงจากลูกความของตนเอง พบว่าใบอนุญาตก่อสร้าง ผู้จ้างได้ยื่นขออนุญาตไว้ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งใบอนุญาตก่อสร้างมีอายุประมาณ 1 ปี โดยช่วงที่ลูกความของตนเองเข้ามารับจ้าง พบว่าใบอนุญาตก่อสร้างดังกล่าวหมดอายุแล้ว ตามที่ตนเองตรวจสอบดู น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการหลายอย่าง

นายเดชอิทธินันท์กล่าวอีกว่า ลูกความของตนเองให้ข้อมูลว่า ผู้ว่าจ้างได้มีการสั่งให้ทำห้องใต้ดิน สั่งทำช่องติดตั้งลิฟต์ สั่งให้ระงับการก่อสร้างเสาอาคารบางส่วน ซึ่งตนเองสอบถามลูกความในประเด็นนี้ เช่น เรื่องระงับก่อสร้างเสา ก็ได้คำตอบว่า ทางฝ่ายผู้ว่าจ้างต้องการห้องโล่งๆ เนื่องจากผู้ว่าจ้างมีอาชีพค้าขายออนไลน์ จึงไม่ต้องการให้มีเสา นอกจากนี้ตนเองยังได้สอบถามลูกความที่เป็นผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีนี้ แจ้งว่าผู้ว่าจ้างที่เป็นสามี ต้องการห้องโล่งๆ ในการทำห้องดนตรี
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ในการแก้ไขรูปแบบการก่อสร้าง ผู้รับจ้างไม่ได้แก้ไขเองโดยพลการ แต่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้สั่งให้แก้ไขใช่หรือไม่ นายเดชอิทธินันท์ กล่าวว่า ผู้ว่าจ้างมีอาชีพค้าขายออนไลน์และอยู่ที่ออฟฟิศใกล้กับสถานที่ก่อสร้างแทบจะทุกวัน อยู่ด้วยกันกับผู้รับจ้าง เพราะฉะนั้นลูกความของตนเองก่อนที่จะดำเนินการอะไรที่เป็นสิ่งสำคัญก็จะมีการหารือและบอกกล่าวกันตลอด อยู่ภายใต้อาณัติของผู้ว่าจ้างอย่างใกล้ชิดด้วยซ้ำไป
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เรื่องของสเปกวัสดุก่อสร้าง ทางทนายให้รายละเอียดได้หรือไม่ นายเดชอิทธินันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเองไม่ได้เห็นเนื้อหาแท้จริง เนื่องจากข้าวของเหล่านี้จะต้องดูว่าสอดคล้องอย่างไรหรือเปล่า ตนเองถามว่า ด้วยหน้าที่ของการขออนุญาต กฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของผู้เป็นเจ้าของอาคารต้องไปขออนุญาตหรือต่อใบอนุญาต ฉะนั้นเรื่องนี้ฝ่ายลูกความของตนเองอาจจะเข้าใจว่า เมื่อเป็นภาระหน้าที่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเองแล้ว จึงได้มีการดำเนินการกันไป ส่วนจะสอดคล้องตามรูปแบบหรือไม่นั้น ตนเองตอบไม่ได้ เพราะลูกความของตนเองเข้ามาดำเนินการนั้น เป็นการเข้ามาเป็นผู้รับจ้างในช่วงที่ 2 ซึ่งตนเองเชื่อว่า ขณะนั้นแบบแปลงที่เจ้าของอาคารเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเขา เขาได้ไปขออนุญาตหรือยัง ซึ่งประเด็นนี้ตนเองไม่ทราบ
ผู้สื่อข่าวยังถามถึงบุคคลที่ผู้เสียหายระบุว่า ผู้รับเหมาพาบุคคลที่อ้างว่าเป็นวิศวกรมาคุมงาน แต่สุดท้ายกลับพบว่า ไม่ได้เป็นผู้ประกอบอาชีพวิศวกรที่มีใบอนุญาต นายเดชอิทธินันท์ กล่าวว่า บุคคลดังกล่าวเป็น 1 ในลูกความของตนเอง เขาไม่ใช่วิศวกร ตามที่ตนเองรับฟังมา เขาบอกว่าเขาเป็นหัวหน้าคนงาน เป็นพนักงานจ้างของผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ลูกความของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามประเด็นนี้เป็นการทึกทักเข้าใจไปเองของฝ่ายผู้ว่าจ้าง เนื่องจากผู้ต้องหาที่ 3 มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในการควบคุมงานก่อสร้าง เพราะทำงานด้านนี้มากว่า 13 ปี ส่วนจะเป็นวิศวกรหรือไม่อย่างไร ตนเองยังไม่ได้สอบถามเขาอย่างชัดเจน เพราะยังไม่ได้เห็นใบอนุญาตของเขา


