หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯสมุทรสงคราม ค้านขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ย้ำชัดทำลายเศรษฐกิจประเทศย่อยยับ
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม อาคารศาลากลาง นายอุทัย ดำรงธรรม ประธานหอการค้า จ.สมุทรสงคราม นายวีระนิจ เหลืองรัตนเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสงคราม คณะกรรมการและสมาชิกหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม รวมตัวยื่นหนังสือต่อ นายศิริศักดิ์ ศิริมังคะลา ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม เพื่อคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ
นายวีระนิจกล่าวว่า สืบเนื่องที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 พ.ค.67 มีมติรับทราบรายงานความคืบหน้าการกำหนดอัตราค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศ โดยกระทรวงแรงงานและคณะกรรมการค่าจ้างคาดว่าจะมีการประกาศอัตราค่าจ้างใหม่ในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.67 นับเป็นการเตรียมปรับค่าแรงขั้นต่ำครั้งที่ 3 ในปี 2567 หลังจากประกาศปรับครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 13 เม.ย.67 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำล่าสุดของแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน หากจะปรับขึ้นตามนโยบายรัฐบาล 400 บาททั่วประเทศจะมีการกำหนดที่ต่างกันไป

นายวีระนิจกล่าวว่า โดย จ.สมุทรสงคราม หากนโยบายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อาจต้องมีการปรับขึ้นวันละ 49 บาท จากเดิมวันละ 351 บาท เรื่องดังกล่าวภาคเอกชนใน จ.สมุทรสงคราม ไม่เห็นด้วย และขอคัดค้านต่อการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ด้วยเหตุผลคือ ข้อแรก เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำซ้ำซ้อน เพราะในปี 2567 มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมาแล้ว 2 ครั้ง หากปรับขึ้นอีกอันใกล้นี้อาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจและภาระต้นทุน
นายวีระนิจกล่าวต่อว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ มองว่าไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและบริบทของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านค่าครองชีพ ระดับราคาสินค้าและบริการ ตลอดจนศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ การปรับขึ้นค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยเหล่านี้เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า หากขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุน เพราะเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในภาพรวม อาจทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน ลดกำลังการผลิต หรือชะลอการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ รวมทั้งเกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพ เนื่องจากอาจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และผู้ประกอบอาชีพอิสระขนาดเล็กที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น

ด้ายนายอุทัยกล่าวว่า เห็นด้วยกับการสนับสนุนยกระดับรายได้ของแรงงาน แต่ก็มีข้อเสนอแนะว่าควรพิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงาน (Pay By Skills) เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างควรเป็นไปตามหลักการที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายของผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิภาพของลูกจ้าง
นายอุทัยกล่าวด้วยว่า การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำก็ควรได้รับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเปิดโอกาสให้ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐได้มีส่วนร่วมในการหารือแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย นอกจากนี้ ภาครัฐควรสร้างสมดุลด้านรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพให้กับแรงงานเพื่อสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่วนคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการค่าจ้าง รวมถึงกรรมการจากฝ่ายราชการควรตระหนักถึงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนดโดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นนิติรัฐของประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจะเห็นว่ามีการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศแล้ว ล่าสุด บริษัทยักษ์ใหญ่ก็เลิกจ้างคนไทย แล้วย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศอีกแล้ว ซึ่งหากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทอีก จะเป็นโดมิโนสะเทือนไปในทั้งระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังเสียหายรุนแรง และทำลายระบบการศึกษาแน่นอน เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องพัฒนาตนเอง รอรัฐบาลประกาศค่าแรง ไปเรื่อยๆ

