รองแม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่เกาะสมุย ติดตามการตรวจสอบวิลล่า 52 หลัง คาดสัปดาห์หน้ามีความชัดเจนผิด 3 พ.ร.บ. หรือไม่ ด้านผู้ประกอบการยืนยันบริษัทตนเองเป็นของคนไทย 100 % ไม่ใช่นอมินีให้กลุ่มทุนจีน พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.อนุสรณ์ โออุไร รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รอง ผอ.รมน.ภาค 4 พร้อมด้วย พ.อ.ดุสิต เกษรแก้ว หัวหน้าชุดแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 พ.อ.สนิท มีแสง ที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 นายชัชชัย มณี ปลัดอาวุโสอำเภอเกาะสมุย ตัวแทนนายอำเภอเกาะสมุย ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีการเข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหา สภาพพื้นที่มีการก่อสร้างในพื้นที่ลาดชัน ฝ่าฝืนกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายควบคุมอาคาร ส่วนหนึ่งมีการเปิดให้บริการเป็นโรงแรมไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังจากที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ประชุมหารือกับ กอ.รมน.ภาค 4 ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
นอกจากนี้ยังได้ประชุมความคืบหน้ากรณีที่เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 67 ชุดแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 ร่วมกับ พ.อ.สนิท มีแสง ที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะสมุย เทศบาลนครเกาะสมุย สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่สฎ.16 (เกาะสมุย) สภ.บ่อผุด ตำรวจท่องเที่ยวเกาะสมุย ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เขาเฉวงน้อย ตำบลบ่อผุด พบจุดผิดปกติเป็นวิลล่าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดชันสูง ในเอกสารสิทธิ์ น.ส.3ก. ทั้งหมด 8 แปลง จำนวน 19 ไร่ มีวิลลาทั้งหมดจำนวน 52 หลัง ตัวอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 3 ชั้น มีทั้งอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว และที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะตรวจสอบไม่พบเจ้าของอาคาร ผู้ดูแล หรือคนงานก่อสร้างไม่ได้เข้ามาทำงาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำบันทึกการตรวจสอบอาคาร พร้อมติดหมายเลขไว้ จับพิกัดพื้นทีี่ตัวอาคาร พร้อมติดต่อเจ้าของอาคารต่อไป
โดยในวันเดียวกันนี้ได้มีเจ้าของบริษัทที่ตั้งโครงการวิลล่า 52 หลัง ได้มาพบเจ้าหน้าที่ พร้อมกับนำเอกสารข้อเท็จจริงต่าง ๆ เข้ามาชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันว่าตนเองได้ดำเนินธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นนอมินีให้ชาวต่างชาติ หรือกลุ่มทุนจีน ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ พร้อมกับยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบในด้านต่าง ๆ
เจ้าของบริษัทฯ กล่าวในที่ประชุมว่า จากที่มีข่าวออกไปว่าโครงการดังกล่าวเป็นของทุนจีน มีนอมินีอยู่เบื้องหลัง ซึ่งตนเองขอยืนยันว่าบริษัทนี้เป็นของคนไทย 100 % ซึ่งตนเองเป็นกรรมการและเป็นผู้มีอำนาจลงนามเพียงผู้เดียว ก็อยากให้มีการแก้ไขข่าว เพราะจะเกิดความเสียหายต่อธุรกิจของตนเองและธุรกิจรอบด้านได้ ส่วนในเรื่องการก่อสร้าง สร้างมาได้อย่างไร สร้างมีใบอนุญาตหรือไม่ ใครเป็นคนขอใบอนุญาตนั้น ทางบริษัทฯได้เตรียมเอกสารมาชี้แจงต่อคณะทำงานฯ
ส่วนประเด็นการประกอบธุรกิจโรงแรม ขอชี้แจงอีกว่า วิลล่าแต่ละหลังไม่ได้เป็นของบริษัทตนเอง บริษัทมีหน้าที่คือลูกค้ามาซื้อแล้วสร้าง สร้างเสร็จก็โอนให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ บริษัทไม่สามารถดำเนินการนำวิลล่าไปให้คนอื่นเช่าแล้วนำเงินมาเข้ากระเป๋าตนเองได้ แต่บริษัทหน้าที่ตามสัญญากับลูกค้าไว้ก็คือ การดูแลสระว่ายน้ำ ถนน จัดสวน ดูแลความสะอาด ดูแลความปลอดภัย ซึ่งมีค่าตอบแทนเดือนละประมาณ 7,000 – 8,000 บาทต่อหลัง เจ้าของบริษัทฯ กล่าว
ต่อมา พล.ต.อนุสรณ์ โออุไร รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รอง ผอ.รมน.ภาค 4 พร้อมคณะ เดินทางไปดูพื้นที่ของวิลล่า 52 หลัง โดยได้อยู่ที่ด้านหน้าโครงการวิลล่าดังกล่าวเนื่องจากเจ้าของพื้นที่ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าในพื้นที่
พล.ต.อนุสรณ์ โออุไร รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รอง ผอ.รมน.ภาค 4 กล่าวว่า วันนี้ได้มาพบผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการได้นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาแสดง ให้เห็นว่าเขามีความบริสุทธิ์ใจ ในหลักฐานต่าง ๆ ตอนนี้ก็ได้เก็บไว้แล้ว สิ่งที่เราเห็นแล้วคาดว่าในเรื่องของธุรกิจนอมินีที่นี่คงจะไม่ใช่ ก็น่าจะเป็นธุรกิจของคนไทย ส่วนในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับที่ดิน การก่อสร้างต่าง ๆ จะต้องดำเนินการตรวจสอบในรายละเอียดต่อไป ทั้งการตรวจสอบจากกรมที่ดิน ตรวจสอบใบอนุญาต และสารบบต่าง ๆ ซึ่งเรามีกระบวนการในการตรวจสอบที่ชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ตอนนี้ก็ถือว่าผู้ประกอบการรายนี้ยังไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด เพียงแค่ในสิ่งที่เขาได้ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายที่เด่นชัด ที่มีแนวโน้มอาจจะมีความผิดทั้ง 3 พ.ร.บ. คือ พ.ร.บ.โรงแรม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และภายในสัปดานี้จะเชิญผู้ประกอบการรายนี้มาสอบสวนให้ปากคำ ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้มากขึ้น ถ้าพบการกระทำความผิดก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


