ฝรั่งสุดกร่าง ซิ่ง จยย.ตามเก๋ง ด่าลุงชาวลาว ทุบกระจก ชกดั้งจมูก อ้างถูกขับปาดหน้า
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 9 กรกฎาคม 2567 พ.ต.ท.เรืองยศ ภูดานุ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุมีคนทะเลาะวิวาท ที่สี่แยกไฟแดงสนามกีฬาเวสสุวัณ หน้าปากซอยประชาสันติ ถนนนิตโย เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงสั่งให้สายตรวจ 191 ไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุพบ นายสมไซ อายุ 68 ปี ชาวนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ยืนอยู่ข้างรถมาสด้า CX9 สีแดง มีภรรยานั่งอยู่ในรถเบาะหลังคนขับ พบบริเวณกระจกประตูด้านซ้ายฝั่งคนขับแตกเสียหาย
นายสมไซเล่าว่า เช้าวันนี้ขับรถข้ามมาพบหมอตามนัดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี พอหาหมอเสร็จตนกับภรรยาก็ไปเที่ยวห้างบิ๊กซีสาขาสี่แยกสันตพล ก่อนเกิดเหตุขับรถออกจากห้างบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองอุดรธานี ต่อมามีชาวต่างชาติเป็นฝรั่งขี่รถจักรยานยนต์ มีเด็กนักเรียนผู้ชายนั่งซ้อน อายุประมาณ 7-8 ขวบ เข้ามาประกบรถตนแล้วก็ด่าทอตน โวยวายหาว่าตนขับรถปาดหน้า ตนก็แปลกใจว่าขับปาดหน้าตอนไหน หรือน่าจะเป็นจังหวะที่ตนเลี้ยวออกจากห้างบิ๊กซี

พอขับมาติดสัญญาณไฟแดงที่สี่แยกสนามกีฬาเวสสุวัณ ชายต่างชาติที่ด่าตนก็จอดรถเดินลงมาด่าอีก ก่อนจะชกกระจกมองข้าง แล้วชกกระจกประตูรถด้านซ้ายฝั่งคนขับจนแตก แล้วชกดั้งจมูกตน 1 ครั้ง แล้วขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ตนได้ยกมือถือถ่ายรูปไว้ได้ 1 รูปเพื่อเป็นหลักฐาน ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าไปขับรถปาดหน้าตอนไหน เพราะก็ขับรถมาตามปกติ ตามประสาคนสูงอายุ ถนนก็โล่ง คิดว่าไม่ได้ปาดหน้าใคร อยากให้ตำรวจเรียกชายคนดังกล่าวมาตักเตือนเรื่องมารยาทและชดใช้ค่าเสียหายด้วย

ส่วนนางจำเนียน อายุ 68 ปี ภรรยานายสมไซ เล่าว่า ตอนเกิดเหตุนั่งอยู่เบาะหลัง เห็นเขาโวยวายว่าขับรถปาดหน้าจึงได้ลดกระจกลงมาแล้วบอกว่า sorry sorry เพราะเขากำลังโมโห เราก็ต้องใจเย็นไว้ แต่เขาก็ไปโวยวายแล้วชกกระจกมองข้าง แล้วเข้ามาชกกระจกประตูด้านคนขับจนแตก ก่อนจะชกหน้าสามีตน ซึ่งคนก่อเหตุเป็นฝรั่งต่างชาติ ไม่ทราบสัญชาติ อายุประมาณ 40-45 ปี พูดภาษาอังกฤษ มีลักษณะโมโหร้ายมาก หลังก่อเหตุแล้วก็ขับรถโดยมีเด็กนักเรียนผู้ชายนั่งซ้อนหลบหนีไป
จากนั้นนายสมไซได้ขับรถไปที่โรงพักเมืองอุดรธานี เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.เรืองยศ ภูดานุ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับชายชาวต่างชาติที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สิน ตามที่ตำรวจสายตรวจ 191 ได้แนะนำ ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวพบว่ากล้องจรปิดพังเสียหาย ยังไม่ได้ซ่อม จึงได้ประสานชุดสืบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ให้ตรวจกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุหลบหนี เพื่อเป็นเบาะแสติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

