หน้าแรก ภูมิภาค ฝรั่งหัวร้อน!...

ฝรั่งหัวร้อน! บุกต่อยคารถ อ้างถูกปาดหน้า-สั่งให้หุบปาก ขอโทษ ยันพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย

10.07.24 | 17:23 น.

ฝรั่งต่อยลุง อ้างถูกปาดหน้า-สั่งให้หุบปาก สำนึกผิดไหว้ขอโทษ พร้อมจ่ายค่ากระจก-ทำขวัญ

จากกรณีนายสมไซ สิริวง อายุ 68 ปี ชาวนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ขับรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า รุ่น CX9 สีแดง ข้ามมาพบหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ขณะขับรถออกจากห้างสรรพสินค้า ได้มีฝรั่งรายหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์ตามชี้หน้าด่า และจอดรถลงมาทุบกระจกแตกเสียหาย และทั้งยังชกหน้า 1 ครั้ง แม้ภรรยานายสมไซจะยกมือไหว้ขอโทษแล้วก็ตาม จึงได้ไปแจ้งความที่โรงพักเมืองอุดรธานี ตำรวจได้ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดก็พบว่าเกิดเหตุจริง จึงได้สืบสวนติดตามฝรั่งรายดังกล่าวมาดำเนินคดี โดยเหตุเกิดที่บริเวณสี่แยกสนามกีฬาเทศบาลนครอุดรธานี ช่วงเวลา 16.43 น. วันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีดังกล่าว พ.ต.ท.บรรจง พาโคตร สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และได้สืบสวนติดตามฝรั่งที่ก่อเหตุตามเส้นทางที่หลบหนี จนพบว่าฝรั่งรายดังกล่าวได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปทางถนนหน้าสถานีรถไฟ ผ่านศาลเจ้าปู่-ย่า, ชุมชนหนองเหล็ก ออกไปยังถนนเลี่ยงเมืองข้างซอยห้างโฮมโปร จากนั้นเลี้ยวยูเทิร์นกลับผ่านสี่แยกหนองใส และเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในพื้นที่เทศบาลตำบลหนองบัว

Advertisement

พ.ต.ท.บรรจงกล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามชาวบ้านจนทราบว่าฝรั่งคนดังกล่าว ชื่อ นายเจมส์ เอ็ดเวิร์ด กรีน อายุ 45 ปี สัญชาติอังกฤษ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวกับลูกชายวัย 10 ขวบ ทางเจ้าหน้าที่จึงเดินทางเข้าพบนายเจมส์ที่บ้านพัก ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่ามีเหตุรถยนต์ขับรถปาดหน้า และตนได้ลงไปชกรถและทำร้ายร่างกายคนขับจริง จากนั้นนายเจมส์พร้อมด้วยลูกชายจึงเดินทางไปยังโรงพักเพื่อพบกับนายสมไซคู่กรณี

นายเจมส์เล่าเหตุการณ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยมี ด.ต.หญิง นัฐกานต์ โยธาฤทธิ์ ผบ.หมู่ ตม.อุดรธานี คอยเป็นล่ามแปลภาษาให้ว่า ตนแต่งงานกับหญิงชาวไทย ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ จ.อุดรธานีเป็นระยะเวลา 20 ปี และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน อายุ 10 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 ก่อนเกิดเหตุ ตนขี่รถจักรยานยนต์ไปรับลูกชายที่โรงเรียนเหมือนเช่นทุกวัน เมื่อขี่รถออกมาจากซอยหน้าโรงเรียนเข้าถนนนิตโย ก็ถูกรถยนต์สีแดงที่ขับตามหลังมาปาดหน้า ทำให้ตกใจเบรกกระชั้นชิด จนรถเกือบจะชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ขับมาด้วยกัน

นายเจมส์กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกว่าคนขับรถยนต์ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทาง จึงได้ขี่รถไล่พร้อมกับบีบแตรบอกให้อีกฝ่ายหยุดรถ และขอโทษตนกับลูก แต่คนขับรถไม่ยอมจอด เมื่อถึงสี่แยกบริเวณเกิดเหตุซึ่งเป็นสัญญาณไฟแดง ตนจึงขับรถแซงขึ้นมา แล้วจอดรถลงไปบอกให้คนขับขอโทษ แต่คนขับกลับทำมือให้ตนหุบปาก แต่ภรรยาคนขับได้ยกมือไหว้ และบอกขอโทษตน ตนโมโหจึงทำการชกกระจกไป 1 ครั้ง และชกหน้าคนขับ 1 ครั้ง ก่อนขับรถไปหาเพื่อน เพราะตนทำโทรศัพท์หล่นหาย ซึ่งคิดอยู่แล้วว่าคู่กรณีจะต้องไปแจ้งความ ซึ่งตนอยากจะขอโทษคู่กรณี เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตนได้บทเรียนว่าต่อไปจะใจเย็นลง

จากนั้นนายสมไซได้ขับรถมาที่โรงพัก เพื่อที่จะทำการไกล่เกลี่ย โดยเมื่อนายเจมส์เห็นนายสมไซก็ได้เดินเข้าไปโอบกอด พร้อมกับไหว้ขอโทษ ซึ่งนายสมไซได้กล่าวคำว่า สบายดี และไม่มีท่าทีโกรธเคือง แต่ได้สอบถามกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวานนี้ พร้อมกับเดินขึ้นไปพบพนักงานสอบสวน นายสมไซยืนยันว่าไม่ได้ขับรถปาดหน้าแต่อย่างใด แต่คู่กรณีขับรถบีบแตรไล่ติดตาม และด่าก่อนจะลงมาชกกระจก และชกหน้าตน ซึ่งตนไม่ได้ทำมือเป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้หุบปาก มีแต่พูดคำว่า “Sorry”

นายสมไซกล่าวว่า วันนี้ตนต้องการแค่คำขอโทษ ไม่ได้โกรธเคือง แต่ค่ากระจกรถที่ตนไปถามที่ศูนย์มาสด้า ราคาเกือบหมื่นบาท ก็สรุปว่าค่ากระจกแตกและค่าทำขวัญรวม 15,000 บาทก็พอ ซึ่งนายเจมส์ก็ได้หยิบเอาเงินมาจากกระเป๋านับเงิน 15,000 บาท มอบให้นายสมไซ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นทั้งสองฝ่ายเดินลงจากโรงพัก แยกย้ายกันกลับไป