ชาวบ้าน โอด ปลาท้องถิ่นเริ่มสูญพันธุ์ จี้ รบ.ยก ปลาหมอคางดำ เป็นวาระแห่งชาติ อย่าแก้ปัญหาเหมือนจัดอีเวนต์
เครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง หนุนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ “ยกเป็นวาระแห่งชาติ” หลังชาวบ้านต้องถูกละเมิดสิทธิมานานแล้ว วอน “กรมประมง” ออกโรงให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน พร้อมลงมือจับพร้อมๆ กันทุกพื้นที่ หรือตั้งงบรับซื้อ กก.ละ 20 บาทอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะบานปลายแพร่กระจายไปยังจังหวัดอื่นๆ มากกว่านี้
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ล่าสุดกระจายไปถึงจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้นั้น นายปัญญา โตกทอง อายุ 66 ปี เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน และเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ตนมองว่ากรมประมงยังไม่ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนกับชาวบ้านตั้งแต่แรก รวมไปถึงพยายามเลี่ยงประเด็นให้เข้าใจว่าเป็นประเภทของปลาสวยงาม “ปลาหมอสีคางดำ” ทั้งที่ไม่ใช่ปลาหมอสี แต่เป็นปลาตระกูลเดียวกับ “ปลาหมอเทศ” สายพันธุ์ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์ แต่เมื่ออนุญาตให้นำเข้ามาประเทศไทย สุดท้ายไปโผล่ตามในแหล่งน้ำธรรมชาติก็ทำให้เกิดความไม่สมดุล เพราะปลาหมอคางดำกัดกินทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นเป็นอาหาร สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านไปเกือบครึ่งประเทศแล้ว
ดังนั้น ภาครัฐควรจะต้องจับมือผู้ที่เป็นต้นเหตุนำปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทย ควรตั้งงบประมาณรับซื้อจากชาวบ้าน แนะนำให้รับซื้อ กก.ละ 20 บาท และต้องทำต่อเนื่อง อย่าแก้ปัญหาเป็นช่วงๆ เหมือนจัดอีเวนต์ ส่วนปลาที่ซื้อไปจะไปทำลาย หรือทำปลาป่น อาหารสัตว์ ฯลฯ นายทุนใหญ่คงไม่ได้เดือดร้อนมากมายอะไร และถ้าจะต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหนก็ต้องทำ เพราะถือว่าเป็นต้นเหตุนำเข้ามาละเมิดสิทธิชาวบ้าน เชื่อว่าคงใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีกับให้มีการวิจัยผลลัพธ์ควบคู่กันไปด้วย
ส่วนที่มีผู้กังวลว่าหากมีการรับซื้อในราคา กก.ละ 20 บาทแล้ว จะจูงใจให้มีคนเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำออกมาขายนั้น ปัจจุบันอาหารปลาราคาสูงมาก ถ้าเอามาเลี้ยงแล้วขายคงไม่คุ้ม และยังมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีก
นายปัญญากล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีบางคนบอกว่าปัญหาปลาหมอคางดำ หากหมดหนทางกำจัดแล้วก็ให้ภาครัฐออกมาให้ความรู้ชาวบ้านด้วยว่าจะอยู่ร่วมกันกับปลาหมอคางดำอย่างไรนั้น หากยอมแพ้ หน่วยงานรับผิดชอบและบริษัทต้นเหตุที่นำเข้ามาก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิเกือบ 20 ปีแล้วยังไม่มีการเยียวยาจริงจัง ทั้งที่เป็นความผิดพลาดร่วมระหว่างรัฐและเอกชน จึงต้องออกมารับผิดชอบร่วมกัน หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ “กรมประมง”ที่อนุญาตให้นำเข้ามากระทั่งเกิดปัญหาดังกล่าว สำหรับอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ ยกระดับการแก้ปัญหาให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ทำพร้อมกันทุกพื้นที่การระบาดของปลาหมอคางดำ ก่อนจะลุกลามบานปลายไปทั่วประเทศ จนทำลายระบบนิเวศพันธุ์ปลาท้องถิ่นลดน้อยถึงขั้นสูญพันธุ์

ด้านนายไพโรจน์ ดำหมึก อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และเป็นผู้แทนภาคประมง จ.สมุทรสงคราม ในคณะทำงานแก้ปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ กล่าวว่า ตนเป็นเกษตรกรอาชีพทำสวนมะพร้าวน้ำหอมมานาน เห็นชัดคือ ก่อนหน้าที่ปลาหมอคางดำจะมาแพร่ระบาด คลองหน้าบ้านและร่องสวนจะมีปลากระบอก กุ้งตัวเล็กๆ ปลานิล ฯลฯ ให้ได้จับกินเป็นอาหารตลอดปี การที่ปลาพื้นถิ่นถูกทำลาย ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศลำคลอง เนื่องจากปลาพื้นถิ่นจะกินพืช เช่น สาหร่ายหางกระรอก และแหน ตามลำคลองธรรมชาติ เมื่อปลาพื้นถิ่นถูกกำจัดก็ทำให้พืชเหล่านี้เกิดขึ้นเต็มลำคลอง น้ำไหลไม่สะดวก กีดขวางการจราจรทางน้ำ และยังมีผลทำให้คลองตื้นเขินในอนาคตอีกด้วย
นายไพโรจน์กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่หมู่ 1 ต.แพรกหนามแดง ส่วนใหญ่ชาวบ้านเลี้ยงปลานิลและทำนา แม้จะมีผลกระทบไม่มาก แต่ก็ยอมรับว่าปลาหมอคางดำได้แพร่ระบาดเต็มพื้นที่แล้ว ก่อนหน้านี้กรมประมงออกมาช่วยแก้ปัญหาตามห้วงงบประมาณด้วยการปล่อยปลากะพง ขนาด 3 นิ้ว ในคลองธรรมชาติเพื่อกำจัดลูกปลาหมอคางดำ รวมทั้งการลงแขกลงคลอง ตามคลองใช้อวนจับปลาหมอคางดำในพื้นที่การระบาด ก็น่าจะได้ผลอยู่บ้างแต่คงไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะจับได้แค่ตัวใหญ่ ส่วนตัวเล็กหลุดรอดอวนไปไม่กี่วันก็ขยายพันธุ์ได้อีก การจะทำให้ปลาหมอคางดำหมดไปคงเป็นไปได้ยาก เพราะปลามันอยู่ในน้ำ เรามองไม่เห็น สิ่งที่ตนคิดไว้แต่จะมีแนวร่วมหรือเปล่า คือต้องมีการล้างบางเก็บกวาดทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่ เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำให้สิ้นซาก แล้วต่อไปก็ต้องป้องกันไม่ให้ปลาสายพันธุ์เอเลี่ยนสปีชีส์ลักษณะนี้เล็ดลอดออกมาแพร่พันธุ์ตามแหล่งน้ำธรรมชาติสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อีก


