สภาอุตฯ-หอการค้า14 จว.ใต้ ฮึ่ม! ค้านขึ้นค่าแรง 400 จ่อเคลื่อนไหวปกป้องประโยชน์ผู้ประกอบการ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตรัง นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดตรัง ครั้งที่ 2/2567 โดยมีภาคราชการพร้อมด้วยตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วม โดยในที่ประชุมภาคเอกชนได้คัดค้านการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเป็น 400 บาทต่อวัน โดยมีนายธนพจน์ ศุภศรี ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง, นายสุธรรม เศรษฐพิศาล ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง และนายสมศักดิ์ เสือบุญทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตรัง ได้ลงนามในหนังสือคัดค้านยื่นถึงนายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เพื่อนำเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาต่อไป
นายธนพจน์ ศุภศรี ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าวว่า สืบเนื่องจากการพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นค่าเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง หอการค้าจังหวัดตรัง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตรัง สมาพันธุ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดตรัง และสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดตรัง ในฐานะตัวแทนของสถานประกอบการทุกประเภทกิจการในพื้นที่จังหวัดตรัง
ขอแสดงความคิดเห็นคัดค้านต่อการปรับอัตราค่าจ้างขั้นค่าดังกล่าวด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ 1.การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำซ้ำซ้อน ในปี 2567 นี้มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาแล้วถึง 2 ครั้ง การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีกครั้งในเวลาอันใกล้นี้ จะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ 2.ปัจจัยทางเศรษฐกิจและภาระต้นทุน การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและบริบทของแต่ละจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านค่าครองชีพ ระดับราคาสินค้าและบริการ ตลอดจนศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ การปรับขึ้นค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยเหล่านี้ เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าวอีกว่า 3.ผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุน การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดด ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในภาพรวม โดยอาจทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน ลดกำลังการผลิต หรือชะลอการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ 4.ผลกระทบต่อค่าครองชีพ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ อาจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และผู้ประกอบอาชีพอิสระขนาดเล็ก ที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
นายธนพจน์กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ดังนี้ 1.เห็นด้วยกับการสนับสนุนยกระดับรายได้ของแรงงาน แต่ควรพิจารณาจากทักษะฝีมือแรงงาน (Pay By Skilis) เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) 2.การปรับขึ้นค่าจ้างตามหลักการที่เป็นธรรมและยั่งยืน การพิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรยึดหลักการที่เป็นธรรมและคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายของผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิภาพของลูกจ้าง โดยอาจพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและบริบทของแต่ละพื้นที่
3.ใช้สูตรคำนวณที่เป็นมาตรฐานและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย การคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรใช้สูตรคำนวณที่เป็นมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค อัตราเงินเฟ้อ และผลิตภัณฑ์มวลรวมของแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ การพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ผ่านมา ได้ยึดตามสูตรที่มีการจัดทำโดยนักวิชาการหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง และเป็นสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ควรเป็นสูตรคำนวณที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมรับและสามารถอธิบายได้ในเชิงวิชาการอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความมั่นใจในระบบไตรภาคีที่ร่วมกันพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

4.ควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ได้มีส่วนร่วมในการหารือและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย 5.ภาครัฐควรสร้างสมดุลด้านรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพให้กับแรงงาน เพื่อสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
“คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการค่าจ้าง รวมถึงกรรมการจากฝ่ายราชการ ควรตระหนักถึงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด โดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นนิติรัฐของประเทศ สภาอุตสาหกรรมและหอการค้า 14 จังหวัดภาคใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการ จะพิจารณาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าว เพื่อให้การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และขอสงวนสิทธิในการดำเนินการตามแนวทางที่เห็นสมควรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกและผู้ประกอบการในภาคใต้ต่อไป” ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรังระบุ


