ดร.วีระ วิเคราะห์ รอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาล ปมขัดแย้ง ‘นโยบาย’
ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ในการจัดตั้งรัฐบาลร่วม พรรคร่วม การอยู่ด้วยกันของแต่ละกลุ่ม แต่ละพรรคการเมืองจำเป็นจะต้องมีนโยบายที่สอดคล้องไปเป็นแนวทางเดียวกันโดยหลักการ ซึ่งแนวนโยบายที่ควรจะเป็นแนวทางเดียวกันเราควรจะได้เห็นตั้งแต่การแถลงนโยบายในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว อย่างไรก็ดีสถานการณ์การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน เกิดจากสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยไม่ใช่เสียงข้างมากในสภา เพราะฉะนั้นการจัดตั้งรัฐบาลจึงจำเป็นต้องอาศัย พรรคอันดับ 2 อันดับ 3 อันดับ 4 และอื่นๆ มาร่วมรัฐบาล ด้วยเหตุเช่นนี้ ทำให้พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถที่จะกำหนดทิศทางของนโยบายทั้งหมดด้วยตนเองได้ ส่งผลให้การแถลงนโยบายของรัฐบาล มันไปกันคนละทิศละทาง ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ นำมาสู่ความขัดแย้งในรัฐบาล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหา ผลพวงมาจากการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
แนวนโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง โดยภาพของแนวนโยบายนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ ของปัญหาเกษตรกรอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เกษตรกรต้องการมากที่สุดคือ เสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตร จะได้ขายของได้ หรือถ้าจะเป็นความช่วยเหลือ ก็เป็นความช่วยเหลือในลักษณะของการลดต้นทุนการผลิต อย่างไร่ละ 1,000 บาท หรือการช่วยค่าเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ดี นโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง เงินไม่ได้มาถึงเกษตรกร แต่เป็นนโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกร ในการซื้อปุ๋ยที่ถูกลง ตามชนิดปุ๋ยในเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด เพราะฉะนั้นงบประมาณจะไปลงที่บริษัทปุ๋ยกับพ่อค้าปุ๋ย ประชาชนจะได้เพียงสินค้าเท่านั้น ด้วยเหตุเช่นนี้แน่นอนประชาชนในฐานะของเกษตรกร ก็แสดงความไม่พอใจ สะท้อนผ่านตัวนักการเมืองที่ทำงานอยู่ในระดับพื้นที่ ซึ่งจริงๆในพรรคพลังประชารัฐเอง นักการเมืองที่ทำงานระดับพื้นที่เองเขาก็รู้ว่า เป็นแนวนโยบายที่ดูมีปัญหาตั้งแต่ต้น แต่พอแนวนโยบายนี้ออกมา ก็หลีกหนีไม่พ้น พรรคที่อาศัยการทำงานของส.ส.เขตจำนวนมาก อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย จะต้องปฏิเสธนโยบายนี้ เพราะเขากังวลว่า โหวตเตอร์ หรือผู้ที่จะมาเลือกเขา จะตั้งคำถามว่าทำไมคุณเอาแนวนโยบายที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์แล้ว มาทดแทนนโยบายเดิมที่ประชาชนได้อย่างน้อยที่สุด ได้คำนวณไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนหนึ่งได้ 20 ไร่เป็นเงินคือ 20,000 บาท มาเอานโยบายที่ประชาชนได้ปุ๋ยแทนเงิน ด้วยภาพตรงนี้จากประเด็นปัญหาในแนวนโยบายจึงกลายมาเป็นปัญหาทางการเมือง บีบให้พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ต้องมาเบรกแนวนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เพราะฉะนั้นจึง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งในประเด็นนี้ไม่ได้
แต่ความขัดแย้งในประเด็นดังกล่าวอยู่ในระดับไหน ก็อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถจัดการได้ แม้นว่าจะมีมติ ครม.ออกมาแล้ว แต่รัฐบาลสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ หรือวิธีการ หรือการเลือก ให้ไปใช้ในปีถัดไปก็ได้ เพราะในที่นี้แนวนโยบายนี้ก็ไม่ใช่แนวนโยบายที่ยืนหยัดมาจากพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่ต้น แต่เป็นแนวนโยบายของ ท่านรัฐมนตรี และเครือข่ายของท่านรัฐมนตรี ธรรมนัส ถ้าเราจำได้แนวนโยบายนี้ไม่ได้อยู่ในแนวนโยบายของ พรรคพลังประชารัฐด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น จะทำความเข้าใจพรรคพลังประชารัฐ อาจจะต้องแยกส่วนว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เหมือนจะอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แต่โดยภาพการทำงานน่าจะเอนๆมาอยู่ในทางพรรคเพื่อไทยมากหน่อย จะไม่เหมือนท่านหัวหน้าพรรค พลเอกประวิตร จะเป็นอีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นภายใต้ความขัดแย้งตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาในเชิงนโยบาย แต่ สามารถยกระดับปัญหาเป็นปัญหาการเมืองได้ เพราะเราไม่ลืมว่ากระทรวงเกษตรทั้งหมด เป็นของกลุ่มของธรรมนัสหมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องอาศัยอำนาจ ตัว นายกรัฐมนตรี คอยเลื่อนนโยบายนี้ออกไปก่อนหากนโยบายมีปัญหา
เมื่อมาดูอีกนโยบายหนึ่ง 1 คือ นโยบาย กัญชา แน่นอนว่าขัดแย้งกับเพื่อไทย ตั้งแต่ต้น เพราะพรรคเพื่อไทย อาศัยนโยบายเดิมตั้งแต่ พรรคไทยรักไทย การปราบปรามยาเสพติด โดยใช้นโยบายนี้เป็นแนวนโยบายหลัก ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย พยายามที่จะเปิดเสรีในเรื่องของการเอากัญชาเพื่อเศรษฐกิจ และกัญชาเพื่อการแพทย์ ในเชิงนโยบายขัดกันตั้งแต่ต้น แต่การขัดกันของนโยบาย กลายเป็นเรื่องรอง เมื่อเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาล ที่พรรคเพื่อไทยยังไงก็ต้องอาศัยพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นเมื่อจัดตั้งรัฐบาลออกมาได้แล้วนั้น การขัดแย้งในแนวนโยบายจึงเป็นประเด็นต่อเนื่อง ส่วนตัวเห็นว่า แม้ว่าประเด็นนี้จะมีการเอา “กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด” แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถทำในลักษณะที่เป็นไม้แข็งได้ เพราะว่าทุกวันนี้เราก็เห็นว่ากลุ่มนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายใหญ่ มีการเปิดใช้ประโยชน์จากกัญชาเต็มไปหมด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นความขัดแย้งตรงนี้ อาจจะเป็นความขัดแย้งที่รัฐบาลจะต้องใช้ไม้อ่อน อาจจะมีการปรับเกณฑ์ในการขออนุญาตใหม่ หรือ เปิดช่วงเวลาให้แต่ละร้านกัญชามีการปรับตัว เพราะฉะนั้นความขัดแย้งนี้เป็นภาพความขัดแย้งในระดับนโยบายเท่านั้น การจะยกเป็นแนวระดับ ความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่ถึงจุดดังกล่าว
สรุปว่าทั้งนโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง และนโยบายกัญชา แน่นอนว่าทำให้รัฐมนตรีแต่ละคนในตอนนี้มีปัญหาในการทำงาน ไม่กระทบการเมืองในภาพใหญ่ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นจะต้องอยู่กันต่อไป แต่แนวนโยบายจะต้องมีการต่อรอง มีการปรับ คงไม่ออกมาในเชิงลักษณะการยกเลิกไปเลย ทั้ง ปุ๋ยคนละครึ่งอาจจะปรับให้ไปใช้ในปีหน้าแทน แล้วนโยบายกัญชาอาจจะมีการปรับหลักเกณฑ์ภาพรวมก็เลยเห็นว่าพอเป็นแนวระดับนโยบาย ก็สามารถแก้ไขในเชิงนโยบายได้ ไม่กระทบกับภาพการเมืองใหญ่ เพราะฉะนั้นการจะไปหวังว่าพรรคร่วมรัฐบาล แตกคอทะเลาะกันแล้วแยกวง คงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้

