หน้าแรก ภูมิภาค ผัวเมียสุดแสบ...

ผัวเมียสุดแสบ! อ้างตัวเป็นทนาย ตุ๋นชาวบ้านลงทุน เสียหายกว่า 20 ล้านบาท

30.07.24 | 09:53 น.

ผัวเมียสุดแสบ! อ้างตัวเป็นทนาย ตุ๋นชาวบ้านลงทุน เสียหายกว่า 20 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงราย ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากสามีภรรยาสุดแสบ โดยฝ่ายภรรยาแอบอ้างเป็นทนายความ ให้สามีพาไปพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อยืมเงินไปลงทุนทำธุรกิจโรงสีข้าว ด้านชาวบ้านเห็นเป็นนักกฎหมาย อีกทั้งพูดจาน่าเชื่อถือ และมีหลักแหล่งทำกินชัดเจน หลงเชื่อ ไปหยิบยืมเงินมาลงทุน บางคนถูกหลอกเอาที่ดินไปเข้าธนาคารเพื่อนำเงินมาลงทุน สุดท้ายเงินหายไม่ได้คืน พอทวงถามกลับอ้างเหตุผลสารพัด แถมขู่จะฟ้องฐานหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ผู้เสียหายบางส่วนไปแจ้งความที่โรงพักแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้ง จนต้องร้องสื่อขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพูดคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย วันนี้มีการรวมตัวกันจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย นายกิตติชัย เบิดโบ อายุ 32 ปี ชาวบ้าน ม.9 ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย น.ส.ฑิฌาดา พุ่มนุ่ม อายุ 19 ปี ชาวบ้าน ม.7 ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก และผู้เสียหายอีก 3 ราย

โดยทั้งหมดให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ถูกสามีภรรยาคู่นี้แอบอ้างเป็นทนายความ ชักชวนลงทุนธุรกิจโรงสีข้าวที่ จ.เชียงรายและ จ.ชัยภูมิ รับปากคืนเงินพร้อมปันผลพร้อมผลกำไร แต่สุดท้ายเงินทุนหาย ทวงถามก็โดนขู่แจ้งความกลับ โดยพฤติกรรมของสามีภรรยาคู่นี้ เริ่มจากฝั่งสามีซึ่งเป็นคนในพื้นที่ จ.เชียงราย ได้พาภรรยาชาว จ.ชัยภูมิ มาหยิบยืมเงินและชักชวนชาวบ้านร่วมลงทุนในธุรกิจโรงสีข้าว โดยฝั่งผู้หญิงอ้างว่าเป็นทนายความ มีการเปิดสำนักงานทนายความอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ และมาทำธุรกิจโรงสีข้าวอยู่ที่ จ.เชียงราย และ จ.ชัยภูมิ

Advertisement

จากนั้นทั้งคู่ก็จะเข้าหาชาวบ้าน โดยจะให้ฝั่งสามีพาไปพบกับคนรู้จักที่ค่อนข้างมีฐานะ มีเงินเก็บ หรือมีอสังหาริมทรัพย์ จากนั้นฝ่ายภรรยาซึ่งอ้างตัวเป็นทนายจะเป็นคนไปเจรจา เพื่อยืมเงินไปลงทุนในธุรกิจ บางรายเห็นผลตอบแทนที่เขาเสนอ ก็ไปหยิบยืมคนอื่นมาให้ บางคนเอาที่ดินไปเข้าธนาคาร เพราะเขาอ้างว่ามีเส้นสายในธนาคาร เมื่อชาวบ้านหลงเชื่อ เขาก็เอาเงินไปหมด พอไปทวงถามเขาก็อ้างเหตุผลต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คืน

น.ส.ฑิฌาดากล่าวว่า สามีภรรยาคู่นี้จะเข้ามาชักชวนชาวบ้านให้ร่วมลงทุน นำเงินไปซื้อข้าวสารเพื่อนำมาสีข้าวส่งขาย เมื่อขายได้ก็จะคืนเงินพร้อมผลกำไรมาให้ แต่สุดท้ายไม่ได้คืน โดยในส่วนของตนเขาจะยืมเป็นครั้งๆ สมมุติว่าวันนี้เขายืมไป 1 แสนบาท พรุ่งนี้เขาก็โอนคืนมา 5 หมื่นบาท แต่พอตกเย็นก็จะโทรมาขอยืมไปอีก 1.5 แสนบาท เป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งยอดเงินของตนที่เขาเอาไปสูงถึง 1 ล้านบาท โดยเขาก็จะมีการออกเช็คธนาคารมาให้เพื่อชำระคืน จำนวน 12 ใบ ใบละ 1-3 แสนบาท แต่ทุกใบขึ้นเงินไม่ได้ เด้งทุกใบ

น.ส.ฑิฌาดากล่าวต่อว่า ตนจึงให้สามีไปแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเช็คดังกล่าวไว้แล้ว แต่จากการพูดคุยกับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงกัน ก็พบว่ามีผู้เสียหายอีกจำนวนมาก เท่าที่นับได้มีประมาณ 15 ราย แม้แต่ในฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เขาก็ข้ามไปหลอกเอาเงินเขามา รายนั้นมูลค่าความเสียหายจำนวน 8 แสนบาท และที่มานั่งอยู่ด้วยกันในวันนี้ บางรายก็เป็นป้าแท้ๆ ของฝั่งสามีที่ดูแลมาตั้งแต่เด็กก็ยังโดนหลอก ทุกคนในที่นี้ถูกหลอกสูญเงินรายละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท พี่สะใภ้เขาก็โดนด้วย บางรายก็โดนไม่เยอะ ยอดความเสียหายตั้งแต่ 10,000-3,000,000 บาท รวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท นี่นับเฉพาะคนที่สามารถติดต่อกันได้ แต่ก็มีบางรายที่โดนข่มขู่ไม่ให้แจ้งความ หากใครไปแจ้งเขาขู่ว่าจะฟ้องกลับ ชาวบ้านบางรายจึงไม่กล้าไปแจ้งความ หรือมาให้ข้อมูล แต่ผู้เสียหายฝั่งเมียนมามอบหมายให้ตนตามเรื่อง เพราะไม่สะดวกข้ามมาแจ้งความ

น.ส.ฑิฌาดาเผยอีกว่า ตนได้อัดคลิประบายในแอพพ์ TikTok เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังคลิปเผยแพร่ออกไป ฝั่งผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นทนายก็ติดต่อมาหาตนและคนมาคอมเมนต์ ประมาณว่าจะเอาเรื่องทางกฎหมาย ทั้งที่ตนไม่ได้ระบุตัวตนคนก่อเหตุ และตนได้ไปตรวจสอบกับสภาทนายความแล้ว ปรากฏว่าฝั่งผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นทนายความ พบว่าจบปริญญานิติศาสตร์มาจริง แต่ยังสอบเป็นทนายไม่ได้ จึงยังไม่ได้เป็นทนายความ เป็นแค่คำกล่าวอ้างของเขาเท่านั้น และพบว่ามีคนติดต่อมาหาตนจากหลายจังหวัด บอกว่าถูกบุคคลเดียวกันนี้หลอกเอาเงินไปด้วยเช่นกัน และยังได้รับข้อมูลว่าเขาพยายามจะหลอกขายโรงสีข้าวที่ จ.เชียงราย แต่ตนได้โทรคุยกับพี่ชายของฝั่งผู้หญิงที่อยู่ จ.ชัยภูมิ เขาบอกว่าโรงสีดังกล่าวถูกขายเปลี่ยนมือไปนานแล้ว และทางพี่น้องของฝั่งผู้หญิงไม่ได้ติดต่อกันนานตั้งแต่ช่วงโควิด แต่ก็มีคนโทรหาตลอด ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของน้องสาว และไม่ต้องการจะไปนับญาติด้วย

น.ส.ฑิฌาดากล่าวว่า วันนี้ตนไปแจ้งความที่ สภ.แม่สาย เพราะที่ตั้งโรงสีข้าวที่เขากล่าวอ้าง อยู่ในพื้นที่ อ.แม่สาย แต่เจ้าหน้าที่ร้อยเวรไม่รับแจ้งความ โดยระบุว่าไม่ใช่การฉ้อโกงประชาชน และให้ตนไปแยกแจ้งความตามสลิปโอนเงิน ซึ่งตนโอนเงินกว่า 200 ครั้ง มีทั้ง จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.ชัยภูมิ กรุงเทพฯ หรือแม้แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นก็เคยโอน แต่ถ้าให้ไปทุกที่คงไม่ไหว และตนจึงโทรปรึกษาอัยการคุ้มครองสิทธิ์ จ.เชียงราย เขาบอกว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน เพราะมีผู้เสียหายทั่วราชอาณาจักร ให้ไปแจ้งความในพื้นที่ที่ทราบว่าโดนหลอกได้เลย และได้นัดหมายให้ตนเข้าไปแจ้งความที่ สภ.แม่สายใหม่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ในเวลาประมาณ 10.00 น.