หน้าแรก ภูมิภาค เครียดจนจะคิด...

เครียดจนจะคิดสั้น! สาว สุดช้ำ เงินหายออกจากบัญชี 5.3 แสน 2ธนาคารปัดกันไปมา พิสูจน์ไม่ได้

30.07.24 | 23:38 น.

เครียดจนจะคิดสั้น! สาว สุดช้ำ เงินหายออกจากบัญชี 5.3 แสน 2ธนาคารปัดกันไปมา พิสูจน์ไม่ได้

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม น.ส.เบญจวรรณ  อายุ 35 ปี ชาวบ้านโคกกลาง ต.เมืองฝาง จ.บุรีรัมย์ ร้องผ่านสื่อว่า เงินหายจากบัญชีธนาคารไป 530,000 บาท แต่ธนาคารอ้างว่าตนเป็นคนทำธุรกรรมเอง ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริง และอยากให้ผู้รู้มาชี้แนะหาทางออกเพราะเกิดอาการเครียด

น.ส.เบญจวรรณ เล่าว่า สามีไปทำงานอยู่ประเทศเกาหลี เมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา ตอนแรกๆจะส่งมาให้ทางบ้านใช้จ่ายเดือนละประมาณ 40,000 บาท เข้าธนาคารแห่งหนึ่งของแม่ ผ่านไปประมาณ 2 ปี สามีบอกว่าเงินจะเอาเข้าบัญชีของตนซึ่งมีบัญชีธนาคารอีกแห่งหนึ่ง (ธนาคารที่2)อยู่แล้วเพื่อเก็บไว้สร้างบ้าน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเงินที่สามีส่งมาจะเข้าบัญชีธนาคารนี้

น.ส.เบญจวรรณ เล่าว่า ซึ่งสามีได้ส่งเงินมาเพิ่มเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นเดือนละ 80,000 บาท และทุกครั้งที่เงินเข้าบัญชี หลังหักค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าส่งงวดรถเดือนละ 22,000 บาท ตนจะโอนผ่านแอพพ์เข้าธนาคารอีกแห่งหนึ่ง (ธนาคารที่ 3) ของตนอีกบัญชีหนึ่ง เพราะอยากจะเก็บไว้เป็นบัญชีเอกเทศเอาไว้สร้างบ้านตามที่สามีบอกมา ซึ่งล่าสุดมีเงินฝากบัญชีธนาคาร 560,000 บาท

น.ส.เบญจวรรณ เล่าว่า ล่าสุดน้าสาวมาขอยืมเงิน 200,000 บาท สอบถามสามีแล้วบอกว่าให้ได้ วันที่ 21 ก.ค. ตนกับน้าสาวเดินทางไปเบิกเงินที่ธนาคารที่ 3 ถึงธนาคารเอาสมุดบัญชีไปปรับพบว่าเงินในบัญชีเหลือเพียง 30,000 บาทเท่านั้น

Advertisement

จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้รับคำตอบว่าเป็นรายการโอนจากแอพพ์ของเราเองไปยังธนาคารเดิมคือธนาคารที่ 2 ตนได้ยืนยันกับธนาคารว่า”ฉันไม่ได้โอน”ธนาคารตอบกลับมาอีกว่าถ้าตนไม่ได้โอนจะต้องเป็นคนในบ้านเป็นคนโอน ตนก็แจ้งไปอีกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะที่บ้านอยู่กับพ่ออายุ 59 แม่อายุ 53 อาชีพทำนาทุกครั้งหากพ่อหรือแม่ จะโอนตนต้องเป็นคนโอน เพราะพ่อ-แม่ทำไม่เป็น ส่วนลูก 7 ขวบกับ 4 ขวบยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำธุรกรรมได้

เจ้าหน้าที่ธนาคารที่3 ยังบอกอีกว่าถ้าคิดจะไปแจ้งความให้ไปปรึกษากันดีๆก่อน เพราะเข้าข่าย ”แจ้งความเท็จ” มีโทษจำคุกตนกับน้าสาวจึงกลับบ้านเพื่อมาปรึกษากับครอบครัว ซึ่งพ่อแม่ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ”ไม่เคยโอนไม่รู้เรื่องการโอน”

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม จึงเดินทางไปขอ Statement กับธนาคารที่ 3 และธนาคารที่ 2 ปรากฏว่าเงินที่ตนโอนเข้าธนาคารที่3 ถูกโอนกลับมายังธนาคารที่ 2 จริง แต่ที่ตนงงที่สุดคือ เงินจากธนาคารที่2 ถูกโอนผ่านแอพพ์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาครั้งละ 10,000-20,000 บาท บางครั้ง 30,000 บาท ไปยังบัญชีประเทศจีนและประเทศเวียดนามเป็นเงินกว่า 530,000 บาท

ด้วยความมั่นใจจึงเดินทางไปแจ้งความกับตำราวจที่ สภ.หนองสองห้อง ตำรวจตรวจสอบโทรศัพท์พบว่าเป็นการโอนจากแอพพ์ของเราเอง พูดเหมือนเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าไปปรึกษากันก่อนไหม ยังไม่กล้ารับแจ้งความเพราะหากผิดพลาดมาเรามีคดีแน่

น.ส.เบญจวรรณ เล่าอีกว่า ตอนนี้งงไปหมดตนจะรู้จักบัญชีต่างประเทศได้อย่างไร เพราะไม่เคยรู้จักหรือสั่งสินค้ากับคนต่างประเทศ กลับมาถึงบ้านนั่งคิดนอนคิดก็ไม่ออกว่าตนไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร เพราะสติตนเป็นปกติไม่เคยเล่นการพนัน

วันนั้นพอกลับบ้านนอนไม่หลับ เวลาประมาณ 22.45 น. ได้มีโทรศัพท์เบอร์แปลกโทรเข้ามา บอกว่าเงินที่หายไปจากธนาคารที่ 3 ไปนั้น อย่าพึ่งตกใจนะมันเป็นความผิดของทางธนาคาร เดี๋ยวทางธนาคารจะตรวจเส้นทางการเงินของน้อง วันพรุ่งนี้เวลาประมาณ 10.00-11.00 น.วันถัดไปธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีคืน ตอนนั้นรู้สึกโล่งอก ตอนหลับสนิท

พอวันถัดมา(23 กรกฎาคม)นั่งรอนอนรอข้อความเงินเข้าแต่ไม่มีจนถึงบ่าย จึงเดินทางไปหาธนาคารอีก ธนาคารบอกว่า”เหมือนเดิม”คือไม่มีเงินเข้าออกแต่อย่างใด ทำให้ต้องคอตกกลับบ้านอีก

ตอนนี้ตนเครียดมากอยากจะให้ธนาคารตรวจเช็คให้ละเอียดอีกครั้ง หรือหน่วยงานใดมาให้ความรู้หาแนวทางช่วยเหลือตนเองด้วย ปกติเงินที่โอนออกโอนเข้าผ่านทางแอปของตน จะมีข้อความเข้ามา แต่ทำไมเวลาโอนไปต่างประเทศ ”เราไม่รู้”

น.ส.เบญจวรรณ บอกด้วยว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าเครียดถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย กินน้ำยาล้างจานเข้าไป นอนอยู่ที่โรงพยาบาล 1 คืน เพราะเครียดไม่รู้จะไปพึ่งใครได้ ทุกหน่วยงานดูหลักฐานแล้วบอกว่าเป็นเพราะเราเองซึ่ง”มันเป็นไปไม่ได้”