หน้าแรก ภูมิภาค ชาวสวนจันท์สุ...

ชาวสวนจันท์สุดระทม น้ำท่วม 5 วัน ทำทุเรียนยืนต้นตายเกือบร้อยต้น เสียหายหลายล้าน

4.08.24 | 13:37 น.

ชาวจันทบุรีน้ำตาตก สุดระทมน้ำท่วมครั้งนี้แทบหมดตัว ทุเรียนสู้น้ำขังนาน 5 วันไม่รอด ยืนต้นตาย คาดความเสียหายหลายล้านบาท

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี แม้ว่าจะเริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายหลังน้ำลดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ ต.วังแซ้ม อ.มะขาม จ.จันทบุรี มีพื้นที่เกษตรกรรมสวนผลไม้ถูกน้ำขังนาน 5 วัน ทำทุเรียนยืนต้นตาย คาดการณ์ว่าอุทกภัยครั้งนี้จะส่งผลทำให้มีความเสียหายหลายล้านบาท

ขณะที่ระดับน้ำที่แม่น้ำจันทบุรี บริเวณรอยต่อ อ.มะขาม ที่สะพานน้ำรักเกาะสาร ระดับน้ำลดลงกว่า 2 เมตร ชาวบ้านริม 2 ฝั่งคลองทยอยสำรวจความเสียหายและปรากฏเด่นชัดจากสภาพต้นทุเรียน อายุ 1-4 ปี ใบกลายเป็นสีเหลือง เหี่ยวแห้งเฉา และคาดว่าหลังจากนี้อีกประมาณ 1 สัปดาห์จะเห็นภาพความเสียหายชัดเจนมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “ยืนต้นตาย”

Advertisement

จากการสอบถาม นายบุญอยู่ ชัยดิษฐ์ อายุ 62 ปี ชาวบ้านเจ้าของสวนทุเรียน ต.วังแซ้ม อ.มะขาม จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุทกภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ เล่าถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า หลังจากที่น้ำท่วมขังมานานเกือบหนึ่งสัปดาห์ ต้นทุเรียนอายุ 1-4 ปี มีสภาพใบเหลืองและทยอยยืนต้นตาย โดยคาดว่าจะมีต้นทุเรียนเสียหายประมาณ 60-80 ต้น ส่วนต้นเรียนอายุ 5 ปีขึ้นไปที่เริ่มให้ผลผลิตแล้ว หลังจากนี้อาจจะต้องเผชิญกับโรคเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า ซึ่งชาวสวนจำเป็นต้องเร่งสำรวจและหาองค์ความรู้เพื่อมาเยียวยารักษาฟื้นฟูต้นทุเรียนที่เหลือให้อยู่ต่อไป

ยอมรับว่าหลังฝนตกหนักในช่วงวันที่ 27-28 กรกฎาคมที่ผ่านมา เชื่อว่าน้ำจะเข้าท่วมบริเวณสวนทุเรียน และแม่น้ำสาขาของแม่น้ำจันทบุรีจะสามารถระบายน้ำออกได้ภายใน 1-2 วัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับน้ำท่วมครั้งนี้น้ำกลับระบายออกได้ช้า ทิ้งช่วง ส่งผลให้ทุเรียนแช่น้ำนาน ประมาณ 5 วัน จนต้นทุเรียนยืนต้นตาย

สำหรับในอนาคตยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะปลูกใหม่ทดแทน หรือเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ทนน้ำทดแทน โดยหลังจากนี้คาดว่าหน่วยงานด้านเกษตรที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาสำรวจความเสียหาย ซึ่งหลักเกณฑ์การเยียวยานั้น แน่นอนว่าไม่สามารถทดแทนต้นทุเรียนที่เสียหายไปได้ แต่ก็เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่เกิดขึ้นถ้วนหน้า และที่สำคัญ คือหน่วยงานภาครัฐจะได้หาทางแก้ไขให้การระบายน้ำในพื้นที่วังแซ้มไหลออกสู่แม่น้ำจันทบุรีได้รวดเร็วกว่าครั้งนี้