หน้าแรก ภูมิภาค เสียงพ่อค้า-แ...

เสียงพ่อค้า-แม่ค้าตลาดสด เมินร่วมดิจิทัล 1 หมื่น เผยอยากได้เงินสดหวั่นหมุนไม่ทัน

6.08.24 | 18:41 น.

เสียงสะท้อน พ่อค้า-แม่ค้า ขอนแก่น ส่วนใหญ่ไม่อยากลงทะเบียนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตเพราะหลักเกณฑ์การใช้ไม่ครอบคลุมร้านขนาดเล็ก หวั่นข้อมูลหลุดไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม จากการสำรวจความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้าในเขตเทศบาลนครขอนแก่น หากรัฐบาลเปิดรับลงทะเบียนร้านค้าภายใต้โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เนื่องจากขณะนี้ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิดังกล่าวผ่านแอพพลิเคชั่นทางรัฐแล้ว โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งจากการสอบถามพบว่าพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ไม่อยากลงทะเบียนเพราะเป็นร้านขนาดเล็กมองว่าไม่ได้ช่วยอะไรในระดับรากหญ้า และยังมีความกังวลเรื่องข้อมูลจะหลุดไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกด้วย

 

Advertisement

นายประยูร ลุนพุฒ อายุ 54 ปี พ่อค้าตลาดบางลำภู กล่าวว่า ที่ร้านยืนยันไม่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพราะว่าอยากขายเป็นเงินสดมากกว่าเพื่อที่จะนำเงินที่ขายได้มาหมุนเวียนซื้อของสดได้ในวันต่อไป อีกทั้งร้านไม่ได้จดทะเบียนการค้า หรือลงทะเบียนใดๆ กับภาครัฐ จึงคาดว่าขั้นตอนและการดำเนินงานน่าจะยุ่งยากมาก

“จริงๆ ก็ไม่ได้อยากลงทะเบียนตั้งแต่แรกอยู่แล้วเพราะกลัวว่าจะโดนภาษีย้อนหลังเหมือนโครงการที่ผ่านๆ มา เพราะร้านค้าที่เข้าโครงการรอบที่แล้วก็โดนภาษีไปเยอะ และอีกอย่างที่นี่เป็นตลาดสดพ่อค้าแม่ค้าต้องการเงินสดมากกว่าใช้ทีละ 20-30 บาท ไม่รู้จะลงไปทำไม และรัฐบาลจะจ่ายคืนให้ก็ต้องรอถึง 6 เดือน ร้านจะเอาเงินที่ไหนมาหมุน เพราะถ้าระหว่างนั้นถ้ารับเป็นเงินสดจะมีเงินหมุนทุกวัน จึงมองว่าโครงการนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นในระดับล่าง เพราะพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต้องใช้เงินสดต่อยอดมาขายของมากกว่า”

ขณะที่ น.ส.อารยานี เนียมประดิษฐ์ นักธุรกิจชาวขอนแก่น กล่าวว่า จากการพูดคุยและสอบถามพ่อค้าแม่ค้า ล้วนบอกว่ารายละเอียดโครงการต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน จะได้เงินแบบไหนก็ไม่เห็นบอกไว้ ขณะที่คนลงทะเบียนใช้สิทธิเองก็ยังงงกันอยู่เลยว่าเมื่อไรจะได้ใช้เงินกันแน่ เพราะเลื่อนตลอดเวลา ทั้งยังคลุมเครือว่าจะใช้แบบไหน ใช้กับใครได้บ้าง ในส่วนของข้อห้ามและคนที่จะไม่ได้รับกลับระบุไว้ชัดเจน

“มุมพ่อค้า แม่ค้า ซึ่งมีความกังวลและกำลังเป็นกระแสข้อมูลต่างๆ ที่ลงทะเบียนกันเยอะกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหลไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพราะรัฐบาลเองก็ยังจัดการปัญหานี้ไม่ได้เลยจะให้ชาวบ้านไว้ใจได้อย่างไร เพราะข้อมูลชัดเจนเกินไปทำให้แก๊งเหล่านี้มีข้อมูลเราเยอะขึ้น ฝากรัฐบาลเรื่องนี้ด้วยเพราะยังไม่เห็นจัดการอะไรได้เลย ถึงตอนที่เปิดลงทะเบียนร้านค้าก็จะยังไม่กล้าลงทะเบียนเพราะยังรู้สึกไม่ปลอดภัย และที่พ่อค้าแม่ค้ากลัวอีกอย่างคือกลัวจะโดนภาษีย้อนหลังเหมือนโครงการที่ผ่านๆ มา”

น.ส.อารยานีกล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวคิดว่าโครงการไม่ช่วยอะไรในทางธุรกิจแค่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของประชาชน เพียงนิดๆ หน่อยๆ เหมือนหยดน้ำที่หล่นมาในผืนทรายและหายไป แต่ก็ประชาชนไม่มีทางเลือกคงต้องลงใช้งาน ในส่วนของตาสีตาสาให้มาทำออนไลน์ทำไม เพราะแค่หาอยู่หากินธรรมดาเค้าก็คงมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่น่าจำเป็น จึงมองว่าโครงการนี้ไม่สามารถที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟางไปเท่านั้น”